ฉัน-กะ-ศัลย์ 的个人资料อุมมฺรอสมี照片日志列表更多 工具 帮助

日志


ด้วยจิตวิญญาณอันเปี่ยมสุข

ยิ้มอัสลามมู่อะลัยกุมวาเราะมาตุลลอฮฺวาบารอกาตุฮฺ
 
      น้องสาวที่รักของฉัน....
      ความคิดคำนึงเหล่านี้
      ขอมอบแด่...เธอ
  แท้ที่จริงการครุ่นคิดถึงความตาย
  ยังคงอยู่ในห้วงจินตนการของเธอ
  เธอจะจินตภาพถึงมันในทุกสถานที่
  และเบื้องหลังของทุกสรรพสิ่ง
  เธอจะตระหนักว่า มันเป็นอานุภาพที่ทรงพลัง
  ที่ปกคลุมชีวติหนึ่งและชีวิตอื่นๆ
  และเธอจักแลเห็นว่า
  มันช่างบอบบาง..อ่อนแอ..ริบหรี่
  และม่าหวาดวิตกที่สุด
 
      แท้จริงในบางขณะ
      เมื่อฉันเพ่งพินิจดูแล้ว ฉันมิแลเห็นอื่นใด
      นอกจากพบว่า
      ความตายเป็นเพียงอานุภาพที่อ่อนแอ...เหนื่อยล้า..
      เมื่อเทียบเคียงกับอานุภาพแห่งชีวิต
      ที่เต็มเปี่ยมด้วยความเข้มแข็ง
      โลดโผนผจญภัย
      และมันเกือบที่จะกระทำอะไรไม่ได้เลย..เว้นแต่...
      เพียงเก็บเศษที่หล่นมาจากโต๊ะอาหารแหล้ชีวิต
      ประทังเพื่อนความอยู่รอด

การเตาบัตในอิสลาม

Assalamualaikum Warahmatulloh Wabarakatoh

 

จุดประสงค์ของการเตาบัต

 

     ในอิสลามนั้นการเตาบัตคือการปรับปรุงแก้ไขตนเอง สังคมและประชาชาติ ฉะนั้นแล้วจำเป็นที่เราจะต้องทราบถึงจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการเตาบัต  รวมทั้งอธิบายและประกาศให้มนุษย์ได้เข้าใจเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการเตาบัตและทำให้การเตาบัตนั้นปะสบผลสำเร็จและมีผลลัพธ์ที่ดีเป็นรูปธรรมให้เห็นได้

       การเตาบัตสร้างจิตวิญญาณและหัวใจที่บริสุทธิ์ในตัวมนุษย์ และจะทำให้เขาได้บรรลุถึงตำแหน่งอันสูงส่งของบรรดาคนดีและกลุ่มชนที่ยำเกรงทั้งหลาย เพราะด้วยการเตาบัตนั้นจะยิ่งทำให้เขาได้ใกล้ชิดอัลลอฮฺ(ซบ.)มากขึ้น ถึงแม้ว่าความดีของเขามีน้อยและมากในความผิดก็ตาม ดังหะดิษที่บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ท่านนบีมูฮำหมัด(ซล.)ได้พูดถึงคนทำชั่วที่ต้องการเตาบัตคนหนึ่งว่า เคยมีคนหนึ่งในกลุ่มชนสมัยก่อนได้ปลิดชีวิตตนมาแล้ว 99 คนและได้ถามถึงคนที่มีความรู้ที่สุดในแผ่นดินยุคนั้น (เพื่อที่จะปรึกษาเรื่องการเตาบัต) จึงมีคนแนะนำให้เขาไปหานักบวชคนหนึ่ง เมื่อเขาไปถึงจึงบอกกับนักบวชว่าเขาได้ฆ่าคนมาแล้ว 99 คน เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเตาบัตตัว นักบวชตอบว่า ไม่มีทาง เขาจึงบันดาลโทสะและฆ่านักบวชคนนั้นเป็นคนที่ 100 เขายังคงถามหาผู้มีมีความรู้ที่สุดในแผ่นดินยุคนั้น จึงมีคนแนะนำให้ไปหาผู้รู้คนหนึ่ง เมื่อเขาไปถึงจึงได้บอกกับผู้รู้คนนั้นว่า เขาได้ฆ่าคนมาแล้ว 100 คน เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเตาบัตตัว ผู้รู้นั้นได้ตอบว่า แน่นอนแล้วใครเล่าที่มีสิทธิขัดขวางท่านมิให้เตาบัต ท่านจงเดินทางไปยังดินแดนหนึ่งซึ่งที่นั่นประชาชนเคารพบูชาอัลลอฮฺ(ซบ.) ท่านก็จงบูชาอัลลอฮฺ(ซบ.)ด้วยกันกับพวกเขาและท่านจงอย่ากลับไปที่เมืองของท่านอีก เพราะเป็นเมืองที่มีความชั่ว เขาจึงออกเดินทางไปยังเมืองนั้น เมื่อมาถึงกลางทางเขาได้เสียชีวิตลงมลาอีกะฮฺแห่งความเมตตากับมลาอิกะฮแห่งการลงโทษก็ได้โต้เถียงกัน(ว่าใครมีสิทธิ์ที่จะเอาวิญญาณเขาไป)มลาอิกะฮฺแห่งความเมตตากล่าวว่า เขาได้เดินทางมาเพื่อที่จะเตาบัตตัวต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) มลาอิกะฮแห่งการลงโทษกล่าวว่า เขาไม่เคยทำความดีแม้แต่น้อย มลาอิกะฮฺอีกท่านหนึ่งจึงมาในรูปมนุษย์เพื่อตัดสินเขากล่าวว่า จงคำนวณระยะทางระหว่างเมืองที่เขาจะไปกับเมืองที่เขาจากมาแล้วดูว่าเมืองไหนใกล้กว่ากัน หลังจากที่ได้คำนวณแล้วพบว่าเมืองที่เขาะไปอยู่ใกล้กว่า มลาอิกะฮ์แห่งความเมตตาจึงได้รับวิญญาณเขาไป

       นี่คือสภาพของคนที่ได้กระทำความชั่วอย่างมากมาย ฆ่าคนมาแล้วหนึ่งร้อยคนและในหนึ่งร้อยคนนั้นย่อมมี คนดี คนศอและหฺ คนที่อัลลอฮฺ(ซบ.)รัก อีกทั้งการทำลายชีวิตคนนั้นที่บาปอันใหญ่หลวง แต่เป็นเพราะผู้ชายคนนั้นมีความตั้งใจที่แน่วแน่ บริสุทธิ์ใจจริงในการเตาบัตตัว จึงเป็นสาเหตุให้อัลลอฮฺ(ซบ.)เมตตา กรุณาเขาและรับเขาเป็นหนึ่งในบ่าวที่ดีของพระองค์ ความตั้งใจจริงในการเตาบัตของฆาตกรคนนี้เป็ฯชนสิ่งที่แก้ไขและรักษาหัวใจของเขาและทำให้เขาละทิ้งการฆ่าและกลับตัวไปยังอัลลอฮฺ(ซบ.)

       นี่เป็นผลที่เห็นได้ชัดเจนจากการเตาบัตในระดับบุคคลและมันมีผลต่อเนื่องโดยตรงต่อสังคมและประชาชาติ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงส่งเสริมสั่งใช้ให้ผู้ศรัทธาทุกคนทำการเตาบัต อัลลอฮฺ(ซบ.)ตรัสว่า

ความว่าและพวกเจ้าทั้งกลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺ(ซบ.)เถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ

       คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าการเตาบัตนั้นมีประโยชน์ต่อบุคคลเท่านั้น จึงทำให้น้อยคนที่จะเชิญชวนผู้อื่นให้ทำการเตาบัต บางครั้งเราได้ประสบพบกับผู้ที่ทำความผิดและประพฤติสิ่งที่ฝ่าฝืนหลักการอย่างเปิดเผยแต่เราไม่กล้าหรืออายที่จะตักเตือนเขาให้ทำการเตาบัต ซึ่งที่จริงแล้วประโยชน์ของการเตาบัตมิได้อยู่ในกรอบระดับบุคคลอย่างเดียวแต่ยังรวมถึงสังคมและประชาชาติทั้งมวลดังอัลลอฮฺ(ซบ.)ได้ตรัสว่า

ความว่า และพวกท่านจงขอนิรโทษจากพระเจ้าของท่าน แล้วจงกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ พระองค์จะทรงให้แก่พวกท่านซึ่งปัจจัยไปจนถึงวาระหนึ่งที่กำหนดไว้ และพระองค์จะทรงประทานแก่ทุกๆผู้ที่ทำความดีซึ่งความดีของเขาและหากพวกท่านผินหลังให้ แท้จริงฉันกลัวแทนซึ่งการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่

 

 

ทางสายกลางในอิสลาม

ทางสายกลางในศาสนาอิสลามคืออะไร ?


เชคริฎอ อะหฺหมัด สะมะดี

 

                ใครศึกษาอัลกุรอานต้องตระหนักดีว่าศาสนาอิสลามให้ทางนำอันเป็นสายกลางระหว่างความยากลำบากกับความปล่อยปละละเลย ซึ่งแนวกลางนี้คือความง่ายความสะดวกในการดำรงชีวิตและปฏิบัติศาสนกิจ ดังที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า และเราได้ทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติกลาง (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 142)

                เจตนารมณ์ของหลักการอัลอิสลาม คือให้มุสลิมดำรงชีวิตด้วยหลักการอิสลามโดยไม่มีความลำบาก ในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺ 185 อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้พวกเจ้ามีความสะดวกและมิทรงประสงค์ให้พวกเจ้าประสบความลำบาก และในซูเราะฮฺอันนิซาอฺ อายะฮฺ 28 อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้ลดลง(ความลำบาก)แก่พวกเจ้า และในซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 6 อัลลอฮฺมิทรงประสงค์ให้พวกเจ้ามีความลำบาก ในซูเราะฮฺอัลฮัจย์ อายะฮฺ 78 และพระองค์มิทรงทำให้ในศาสนามีความลำบากกับพวกเจ้า

                ในพจนารถของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็มีการยืนยันในเจตนารมณ์นี้ ดังที่ปรากฏในหะดีษบันทึกโดยบุคอรียฺ ท่านนบีกล่าวไว้ว่า จงทำ(เรื่องศาสนา)ให้ง่าย และอย่าทำ(เรื่องศาสนา)ให้ยาก และในการบันทึกของท่านอิมามบุคอรียฺ รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกเสนอให้เลือกระหว่างสองประการ ก็ย่อมจะเลือกสิ่งที่สะดวกกว่า เว้นแต่(สิ่งที่สะดวกกว่า)จะเป็นความผิด หากเป็นความผิดก็จะเป็นผู้ห่างไกลที่สุดจากมัน และในการบันทึกของท่านอิมามบุคอรียฺเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาหรับ(ชนบท)คนหนึ่งปัสสาวะในมัสยิดและศ่อฮาบะฮฺได้ประณาม แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ปล่อยเขาและจงเอาภาชนะที่มีน้ำมาเท แท้จริงพวกท่านถูกส่งมา(ให้เทศนา)เป็นผู้อำนวยความสะดวก มิได้ถูกส่งมาเพื่อสร้างความลำบาก

                ใครที่ศึกษาบทบัญญัติอัลอิสลามย่อมมีความเข้าใจว่าความสะดวกที่อัลอิสลามเอื้ออำนวยให้แก่ผู้ศรัทธานั้น แม้ว่าจะเป็นกรอบที่ชัดเจนแต่ก็ต้องอยู่ในกรอบแห่งหลักการของอัลอิสลามด้วย กล่าวคือ ถ้าเป็นความสะดวกก็จำเป็นต้องมีข้ออนุโลมในหลักการของอัลอิสลาม มิใช่เพียงเป็นทัศนะหรือการตีความหลักฐานโดยไร้เหตุผล เพราะท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ได้ยืนยันว่าทางเลือกของท่านนบีคือสิ่งที่มีความสะดวกแต่ต้องไม่ผิดหลักการ

                บางคนอาจเข้าใจว่าความสะดวกที่ศาสนาอิสลามอำนวยให้แก่มุกัลละฟีน(ผู้ปฏิบัติบทบัญญัติ) คือการเลือกแนวทางที่สะดวก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการก็ตาม ในวงนักวิชาการก็มีบางคนที่เข้าใจแนวทางนี้อย่างคลาดเคลื่อนจนกระทั่งส่งผลให้มีทัศนะอนุโลมให้ประพฤติสิ่งที่ผิดต่อหลักการ เช่น ใช้ริบาอฺ(ดอกเบี้ย) สูบบุหรี่ โกนเครา ฟังเพลง ปะปนระหว่างผู้หญิงผู้ชายในกิจกรรม และอื่นๆ ซึ่งข้ออ้างที่มักจะได้ยินจากนักวิชาการกลุ่มนี้คือ อิสลามเป็นศาสนาที่สะดวกง่ายดาย แต่กลุ่มนี้ลืมไปว่าสิ่งที่ศาสนาบัญญัติไว้อย่างชัดเจนโดยมีหลักฐานที่ประจักษ์แจ้ง นั่นคือความสะดวกสำหรับมุกัลละฟีน(ผู้ปฏิบัติบทบัญญัติ) กล่าวคือ ใครแสวงหาความสะดวกก็ต้องตระหนักว่า สิ่งที่ศาสนาได้บัญญัติไว้นั่นคือความสะดวก มิใช่ความสะดวกที่ตนต้องการ หรือกระแสของสังคมเรียกร้อง หรือพฤติกรรมที่ถูกสืบทอดมาจนกระทั่งลบล้างไม่ได้ จึงต้องหาทางออกโดยอ้างความสะดวกความง่ายของศาสนา ดังนั้น ใครที่เข้าใจเหตุผลข้างต้นก็จะเข้าใจว่า การห้ามริบาอฺ(ดอกเบี้ย)นั่นคือความสะดวก การห้ามฟังเพลงและดนตรีนั่นคือความสะดวก และการคลุมหิญาบ(จะปิดหน้าหรือไม่ปิดหน้าแต่ต้องตรงกับหลักการ)นั่นคือความสะดวก เช่นนี้เป็นต้น

                นักวิชาการทั้งในกลุ่มประเทศอาหรับและในประเทศไทยบางท่านที่แสดงตนเป็นนักวิชาการที่อยู่ในทางสายกลาง โดยตีความว่าไม่ใช่หัวรุนแรงและไม่ใช่ผู้ปล่อยปละละเลย สังคมบางกลุ่มจึงเข้าใจว่า ใครที่ยึดมั่นกับสิ่งที่เป็นหลักการของอัลอิสลามถึงแม้ว่าจะถูกต้องแต่ถ้าส่วนมากในสังคมรับไม่ได้(เช่น การปิดหน้าสำหรับมุสลิมะฮฺ) ก็จะเชื่อว่ากลุ่มเหล่านี้(ผู้ยึดมั่น)เป็นพวกหัวรุนแรงหรือเคร่งครัดเกินเหตุ จึงทำให้สังคมมองกลุ่มเหล่านี้ในแง่ตำหนิและไม่พอใจ ผลที่ปรากฏเกิดจากคำแนะนำของนักวิชาการที่ไม่ทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ อยากยกตัวอย่างให้ผู้อ่านเข้าใจในเหตุการณ์ปัจจุบันนี้ คือนักวิชาการศาสนาในประเทศอาหรับที่มีชื่อเสียงและถือเป็นนักวิชาการที่ได้รับการยกย่องว่า ฟัตวาของท่านเป็นฟัตวาที่อยู่ในทางสายกลางคือ เชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ ท่านเป็นผู้รู้ที่มีบทบาทในการเผยแผ่ศาสนาและต่อสู้เพื่อสัจธรรม แต่นักวิชาการในโลกมุสลิมได้ตำหนิแนวทางเข้าใจศาสนาของท่าน เพราะฟัตวาของท่านมักจะเป็นฟัตวาที่หาทางออกให้กับประชาชนอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงหลักฐานที่ถูกต้อง ท่านเชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ ก็มีฟัตวาที่แปลกประหลาดเช่น อนุโลมให้มุสลิมที่อยู่ในยุโรปกู้เงินด้วยดอกเบี้ยเพื่อซื้อบ้านส่วนตัว, ฟัตวาอนุโลมให้ฟังเพลงฟังดนตรีโดยกล่าวหาผู้ห้ามว่าเป็นพวกหัวรุนแรง, ฟัตวาอนุโลมให้มีการปะปนระหว่างผู้หญิงผู้ชายในกิจกรรม, ฟัตวาอนุโลมให้มุสลิมในสหรัฐอเมริกาที่เป็นทหารร่วมมือถล่มประเทศมุสลิม เช่นอัฟฆอนิสตาน เป็นต้น เชคก็อรฎอวียฺมีเหตุผลเสมอในฟัตวาดังกล่าวคือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่มุกัลละฟีน(ผู้ปฏิบัติบทบัญญัติ) ทั้งๆที่เรื่องห้ามริบาอฺ ห้ามฟังดนตรี ห้ามปะปนผู้หญิงกับผู้ชาย และห้ามร่วมมือกับศัตรูเพื่อถล่มมุสลิมนั้น มีตัวบทที่ชัดเจน ซึ่งฟัตวาของเชคก็อรฎอวียฺนอกจากขัดกับตัวบทแล้ว ก็ยังสวนทางกับฟัตวาคณะอุละมาอฺส่วนมากทั่วโลกมุสลิม แนวทางของเชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ กำลังถูกเผยแพร่ในประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจและตีความบทบัญญัติของอิสลาม จึงส่งผลให้นักวิชาการบางท่านที่ไม่รอบคอบกว้างขวางในการศึกษาและตรวจสอบหลงกับแนวทางนี้ ทำให้สังคมมุสลิมในประเทศไทยได้รับความสับสนจากฟัตวาแปลกประหลาดเช่นนี้

                ปฏิเสธไม่ได้ว่า เชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ เป็นนักต่อสู้และเผยแผ่อิสลามมานานพอสมควร และท่านมีอุดมการณ์และความห่วงใยต่อประชาชาติอย่างหนักแน่นพอสมควร ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่นักวิชาการบางท่านที่ติดตามแนวทางของ เชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ ในประเทศไทยก็มีเช่นเดียวกัน แต่คุณลักษณะนี้ไม่เพียงพอที่จะให้นักต่อสู้เพื่ออิสลามนั้นบรรลุเป้าหมาย หนำซ้ำยังเป็นความคิดที่อาจสร้างความสับสน และอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อหลักการอิสลามด้วย

                นักวิชาการกลุ่มนี้สื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าเรื่องความเคร่งครัดเป็นเรื่องส่วนตัว(เช่น การปิดหน้าสำหรับมุสลิมะฮฺ และการปะปนระหว่างหญิงชายในกิจกรรมนักศึกษา เป็นต้น) โดยไม่ควรที่จะนำเรื่องความเคร่งครัดส่วนตัวมาเป็นกฎเกณฑ์ในการทำงานต่อสู้ญาฮิลียะฮฺ ประชาชนจึงต้องเข้าใจว่าเรื่องปิดหน้านั้นเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องศาสนา เพราะยังไม่มีใครเข้าใจว่าการปิดหน้าสำหรับมุสลิมะฮฺหรือการแยกระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในกิจกรรมนักศึกษาจะขัดกับการต่อสู้ระบอบญาฮิลียะฮฺได้อย่างไร แทนที่จะต้องสนับสนุนผู้เคร่งครัดในหลักการเพื่อเป็นตัวอย่างเป็นแบบฉบับอันดีงาม กลับเป็นผู้ให้เหตุผลที่ทำให้อะวาม(ชาวบ้านทั่วไป)มองผู้เคร่งครัดว่าเป็นพวกหัวรุนแรงหรือประพฤติในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

                การปิดหน้าไม่เคยเป็นอุปสรรคในการทำงานศาสนา ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ภรรยาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แม้จะปิดหน้าแต่ท่านก็มีบทบาทสูงมากในการให้ความรู้ให้คำแนะนำ แม้กระทั่งกับผู้ปกครองระดับคอลีฟะฮฺ ปัจจุบันนี้ในประเทศอาหรับหลายประเทศมีมุสลิมะฮฺที่เป็นแพทย์ วิศวกร นักวิเคราะห์ นักเขียน และนักเคลื่อนไหวที่ปิดหน้า แต่ก็ไม่ได้สร้างความลำบากแก่มุสลิมะฮฺในการต่อสู้ญาฮิลียะฮฺแต่อย่างใด

                การเอาใจประชาชนในเรื่องศาสนาเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้ผลที่ต้องการ เพราะประชาชนจะเคยชินกับฟัตวาที่ง่ายสะดวกโดยไม่ผูกพันกับหลักการและตัวบทที่ถูกต้อง ในสุดท้ายถ้ามีฟัตวาได้ยึดมั่นในความถูกต้อง(แต่ลำบากในการปฏิบัติ)ก็จะถูกต่อต้านจะประชาชน เพราะเข้าใจกันแล้วว่าศาสนาไม่มีความลำบากแต่อย่างใด เชคก็อรฎอวียฺเคยให้ฟัตวาเกี่ยวกับการบอยคอตสินค้าศัตรูอิสลาม แต่ฟัตวานี้ถูกต่อต้าน เพราะไม่ตรงกับอารมณ์ความต้องการของประชาชนทั่วไป และเชคก็อรฎอวียฺก็ไม่สามารถเปลี่ยนฟัตวานี้เพราะเป็นอุดมการณ์ของท่าน ซึ่งผลปรากฏคือความเข้าใจที่สับสนว่าตกลงอิสลามมีความลำบากหรือไม่

                อันที่จริงปัญหานี้ควรเป็นปัญหาที่ต้องปรึกษาหารือระหว่างนักวิชาการ แต่เนื่องจากว่าแนวคิดนี้ถูกเผยแพร่ทั้งทางอินเตอร์เน็ตและสื่อมวลชนโดยมีผู้สนับสนุนและเห็นด้วย จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจกับพี่น้องมุสลิมในสังคมของเรา เจตนารมณ์ของผู้เขียนบทความนี้คือ ต้องการให้นักวิชาการและประชาชนตระหนักว่าหลักการอิสลามที่ถูกต้องย่อมมีความสะดวกในตัวมัน และความสะดวกมิใช่กิเลสหรือความเข้าใจส่วนตัวที่จะนำมาเป็นบรรทัดฐานในการเลือกทัศนะหรือตีความตัวบท และเป้าหมายของอิสลามคือยกระดับของประชาชนให้มีประสิทธิภาพและความตระหนักในหลักการและตัวบท มิใช่ตีความหลักการกับตัวบทให้ตกไปอยู่กับความต้องการของประชาชน ไม่เช่นนั้นแล้วหลักการอิสลามทุกประการจะถูกยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลง หรือยกเว้น โดยใช้เหตุผลข้างต้น ในสุดท้ายนี้ผู้เขียนเรียกร้องให้นักวิชาการที่มีความคิดเช่นนี้ให้เป็นผู้สร้างความสะดวกกับผู้เคร่งครัด อย่าสร้างความลำบากกับคนเคร่งครัดในหลักการ เพราะศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ง่ายสะดวกมิใช่หรือ ?

สิ่งคลาคเคลื่อนในเดือนเราะมะฎอน

ยิ้มเข้าไปในเวบของอาจารย์ มุรีดมาคะเจอบทความที่มีประโยชน์เลยเอามาฝากให้อ่านกันคะ

 

ครั้นพอถึงเดือนเราะมะฎอน มุสลิมต่างพากันเข้าสู่แสวงหาความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮฺกันอย่างทั่วหน้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งใดที่ปฏิบัติแล้วได้ผลบุญมากๆ ก็ได้รับการตอบรับอย่างเป็นพิเศษ จากนั้นก็จะปฏิบัติในสิ่งนั้นอย่างทันทีทันใดเนื่องจากหวังผลบุญที่มากมายดังกล่าวนั่นเอง    

กรณีที่มีหลักฐานว่าด้วยผลบุญจำนวนมากหากมุสลิมลงมือปฏิบัตินั้นก็คงไม่มีปัญหาแต่ประการใดทั้งสิ้น แต่ปัญหาอยู่ตรงที่หากสมมติว่า หลักฐานที่มุสลิมคนหนึ่งได้รับมากลับกลายเป็นหลักฐานที่เฎาะอีฟ (หลักฐานอ่อน) หรือหะดีษเมาฎูอฺ (หลักฐานปลอม) นั่นแหละคือปัญหาที่ใหญ่หลวงนัก เพราะผลพวงดังกล่าวจะอธิบายให้เข้าเกิดความใจที่ถูกต้องกลับต้องใช้เวลาอธิบายค่อนข้างนาน ดั่งตัวอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นหลักฐานที่มุสลิมส่วนใหญ่นึกว่าเป็นหลักฐานที่เศาะหี้หฺ (ถูกต้อง) แต่นัยยะแห่งความจริงกลับกลายเป็นหะดีษเฎาะอีฟ หรือหะดีษเมาฎูอฺ

 

หลักฐานที่ 1

 

أول شهر رمضان رحمة وأوسطه مغفرة وآخره عتق من النار   

ความว่า ช่วงแรกของเดือนเราะมะฎอน คือความเมตตา, ช่วงที่สองของเดือนเราะมะฎอน คือการอภัยโทษ และช่วงท้ายของเดือนเราะมะฎอน คือการปลดปล่อยออกจากไฟนรก  สถานะของหะดีษข้างต้นถือว่า เฎาะอีฟ ญิดดัน หมายถึงเป็นหลักฐานที่อ่อนอย่างมาก (โปรดอ่านหนังสือ ضعيف الجامع   โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์ เล่ม 1 หน้า 2135)

            ดังนั้นหะดีษข้างต้นจึงไม่สามารถนำมากล่าวสนับสนุนให้พี่น้องมุสลิมเกิดกำลังใจในการถือศีลอดว่าด้วยผลบุญที่ได้รับในแต่ละช่วงของเดือนเราะมะฎอนได้นั่นเอง 

 

            หลักฐานที่ 2

 

              من أفطر يوما من رمضان في غير رخصة رخصها الله له لم يقض عنه صيام الدهر كله و إن صامه  

ความว่า  บุคคลใดที่ละศีลอดเพียงหนึ่งวันในเดือนเราะมะฎอนโดยไม่มีข้อผ่อนผัน ซึ่งเป็นข้อผ่อนผันที่พระองค์อัลลอฮฺทรงผ่อนผันให้ เช่นนี้การถือศีลอดของเขาตลอดทั้งปีก็ไม่สามารถชดใช้การถือศีลอด (ที่ขาดไปหนึ่งวันในเดือนเราะมะฎอน) นั้นได้เลย แม้ว่าเขาจะถือศีลอดเช่นนั้นจริงๆ ก็ตาม  สถานะของหะดีษข้างต้นถือว่า เฎาะอีฟ หมายถึงเป็นหลักฐานอ่อน   (โปรดอ่านหนังสือ ضعيف الجامع   โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์ เล่ม 4 หน้า 5462) 

อนึ่ง การที่มุสลิมมีความสามารถถือศีลอดได้แต่เขาไม่ยอมถือศีลอด ด้วยเหตุผลใดก็ตาม อีกทั้งไม่ข้อยกเว้นจากศาสนาให้เขาละศีลอด เช่นนี้เขามีความผิดอย่างแน่นอน ในวันกิยามะฮฺ ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺทรงลงโทษเขาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มิได้หมายรวมว่าเขาจะมีโทษแม้กระทั่งว่าหากเขาถือศีลอดตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการทดแทนการถือศีลอดเพียงวันเดียวในเดือนเราะมะฎอนก็ไม่สามารถกระทำได้  ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างชัดเจน 

 

หลักฐานที่ 3 

 

الصائم في عبادة و إن كان نائما على فراشه  

ความว่า ผู้ถือศีลอดอยู่ในการอิบาดะฮฺ (ตลอด) แม้ว่าเขาจะนอนอยู่บนเตียงนอนของเขาก็ตาม สถานะของหะดีษข้างต้นถือว่า เฏาะอีฟ (โปรดอ่านหนังสือ ضعيف الجامع   โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์  หะดีษเลขที่ 3530 หน้า 516) 

ตั้งแต่สมัยเด็กๆ จนถึงปัจจุบันนี้ผู้เขียนยังคงได้ยินผู้คนทั้งหลายมักพูดเสมอว่า การนอนของผู้ถือศีลอดเป็นอิบาดะฮฺ ซึ่งคำกล่าวนั้นเป็นคำกล่าวที่เข้าใจผิด เพราะไม่พบหลักฐานที่เศาะหี้หฺมาระบุไว้เช่นนั้น

 

หลักฐานที่ 4 

 

أفضل الصدقة في رمضان   

 ความว่า การเศาะดะเกาะฮฺในเดือนเราะมะฎอน ถือว่าประเสริฐที่สุด สถานะของหะดีษข้างต้นถือว่า เฎาะอีฟ หมายถึงเป็นหลักฐานอ่อน   (โปรดอ่านหนังสือ ضعيف الجامع   โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์ เล่ม 1 หน้า 1019)  

โดยพื้นฐานที่มุสลิมได้รับการศึกษามาในอดีตก็เข้าใจมาโดยตลอดว่า การทำบุญในเดือนเราะมะฎอนจะได้ผลบุญมากกว่าเดือนอื่น โดยอาจจะอ่านหลักฐานหะดีษข้างต้นที่ระบุไว้เช่นนั้นจริงๆ แต่ทว่า หะดีษข้างต้นเป็นหลักฐานเฎาะอีฟ ซึ่งไม่สามารถนำมาเป็นตัวบทได้นั่นเอง ฉะนั้นก็ให้มุสลิมตั้งใจบริจาค,เศาะดะเกาะฮฺ หรือทำบุญในเดือนเราะมะฎอนด้วยใจที่บริสุทธิ์เท่านั้น ส่วนจะได้ผลบุญเท่าไรนั้นคงเป็นสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น 

 

หลักฐานที่ 5 

 

لكل شيء زكاة وزكاة الجسد الصوم   

ความว่า ทุกๆ สิ่งมีการจ่ายซะกาตทั้งสิ้น ส่วนการจ่ายซะกาตทางร่างกายนั้น คือการถือศีลอด บันทึกโดยอิบนุ อบีย์ ชัยบะฮฺ สถานะของหะดีษถือว่า เฎาะอีฟ  (โปรดอ่านหนังสือ  سلسلة الأحاديث الضعيفة والموضوعة  โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์  เล่ม 3 หะดีษเลขที่ 1329 หน้า 497)    

 หะดีษข้างต้นก็เช่นเดียวกัน  หากอ่านอย่างผิวเผินจะพบว่าหะดีษข้างต้นไม่เห็นจะมีอะไรที่ขัดแย้งกับหลักการของศาสนาเลยแม้แต่น้อย แต่กระนั้นก็ตาม มุสลิมก็ไม่สามารถที่จะนำหลักฐานที่ไม่เศาะหี้หฺ หรือไม่ถูกต้องมาปฏิบัติ หรือนำมาอ้างอิง ทั้งนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบรรดาสะลัฟศอลิหฺในอดีตที่พวกเขาเพียงพยายามปฏิบัติหลักการให้สอดคล้องกับแนวทางของอิสลามมากที่สุด หรือแม่นยำ และถูกต้องตามสุนนะฮฺมากที่สุดนั่นเอง (วัสสลาม)

 
 
 

อิสลามกับความพอดี

อัสลมมู่อะลัยกุมวาเราะฮฺมาตุลลอฮฺวาบารอกาตุฮฺ อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเจอเรื่องที่น่าสนใจเลยเอามาให้อ่านกันดูคะ
 
"พอ"แปลว่า หยุด
"ดี"หมายถึงดี
    ผมขอแปลคำว่า "หยุด"ว่า การรู้จักหยุดในสิ่งที่ดี จุดที่เหมาะสม ท่านนบีมูฮำหมัด(ซล.)ทำให้เราดูเป็นตัวอย่างนั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่าจุดที่เหมาะสม ถ้าใครหยุดก่อนหน้านี้ก็เรียกว่า หย่อนยาน ถ้าใครหยุดหลังจากนี้ก็เกินพอดี มีเรื่องหนึ่งอยากเล่าให้ฟังอีกครั้งยิ้ม
มีชายสามคนร่วมใจกันตั้งปณิธานร่วมกัน คนหนึ่งจะถือศีลอกตลอดปี คนหนึ่งจะยืนละหมาดตะฮัจญุดตลอดคืนไม่ยอมนอน อีกคนหนึ่งจะไม่ยอมแต่งงานเพราะเกรงว่าจะมาเบียดบังเวลาทำอิบาดะฮฺ
    แล้วอัลลอฮฺก็ประสงค์ให้เรื่องของชายสามคนนี้มาถึงหูของท่านนบี และท่านนบีจึงออกฟัตวาว่า "ฉันเป็นผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺมากที่สุดในหมู่พวกท่าน ฉันถือศีลอด บางวันฉันไม่ได้ถือศีลอด ฉันยืนละหมาดยามค่ำคืนและฉันก็นอนหลับพักผ่อน และฉันก็แต่งงานกับสตรี...หากใครรังเกียจซุนนะฮของฉันเขาไม่ใช่พวกของฉัน"(บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)
    หะดิษนี้เป็นหะดิษที่ดังคือเป็นหะดิษที่รู้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีหลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์เกินความพอดีของชายทั้งสามคนว่ามากเกิน มีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ
กรที่ท่านนบีมูฮำหมัด(ซล.) ตำหนิชายยทั้งสามคนรุนแรง ถึงขนาดหาว่าพวกเขารังเกียจซุนนะฮของท่าน ถึงขนาดบอกว่าแนวทางนี้เป็นพวกอื่น ไม่ใช่พวกนบี ทั้งๆที่ดูๆแล้วชายทั้งสามคนก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร เขาเจตนาดีด้วยซ้ำ เขาแค่อยากทำความดี...ท่านนบี(ซล.)น่าจะเตือนพวกเขาด้วยสำนานที่นุ่มนวลกว่านี้หรือป่าว คำถามก็คือ สิ่งที่ท่านนบีทำมันดูรุนแรงเกินไปหรือป่าว?
    คำว่า "สายกลาง,พอเพียง,พอดี" เหล่านี้เป็นกลุ่มคำที่เนื้อหอม ชวนให้คนหยิบไปใช้ แต่ถ้าคำตอบของคุณคือ "ท่านนบีเตือนชายทั้งสามด้วยสำนานรุนแรฝเกินไป" นั่นหมายความว่าคุณกำลังเข้าใจความพอดี คลาดเคลื่อน เพราะบทสรุปของความพอดี ไม่ใช่สิ่งที่หัวใจมนุษย์คนใดจะสามารถคำนวณได้หรือแม้แต่มนุษย์หลายคนร่วมกันร่างมาตรฐานความดี เพราะผู้ที่กำหนดความพอดีสากลคือ อัลลอฮฺ(ซบ.) ผู้ทรงส่งท่านนบีให้มาเป็นต้นแบบความพอดี
   เพราะฉะนั้นขอสรุปว่า คนที่ใกล้เคียงกับท่านนบี(ซล.)ที่สุดคือ คนที่พอดีที่สุด สายกลางที่สุด
   ถ้าจะศึกษาหะดิษของท่านนบี(ซล.)ให้หลากหลายเกี่ยวกับฮิกมะฮในการสอนศาสนาของท่านนบี(ซล.)ในแต่ละสถานการณ์ก็จะเข้าใจคำตอบที่ไม่ได้เฉลย "ทำไมการที่ท่านนบี(ซล.)เตือนชายผู้ที่มีเจตนาดีทั้งสามคนรุนแรงขนาดนั้น...ถึงนับว่าเป็นความรุนแรงที่พอดีที่สุด"
 
 
(ญะซากัลลอฮฺ อ้างอิงถึง หนังสือโรตีมะตะบะ ฉบับมรา 27 ประจำเดือน มิถุนายน 2551 ของ คุณอนุสิทธิ์ หวังเกษม)
  

สิ่งที่ผู้ถือศีลอดควรปฎิบัติ

สิ่งที่ผู้ถือศีลอดควรปฏิบัติ

เหนียตถือศีลอดก่อนเวลาฟัจร์ (อะซานซุบฮ)
รักษาเวลาละหมาดญะมาฮ์ครั้งแรกโดยพร้อมเพรียงกัน
อ่านอัลกุรอานพร้อมเข้าใจความหมาย
ซิกรุลลอฮตลอดเวลา
ศึกษาหาความรู้ด้านศาสนาทุกรูปแบบ
สิ่งที่อนุญาตให้กระทำขณะถือศีลอด

ใช้น้ำกลั้วปากและสูดน้ำเข้าจมูกขณะอาบน้ำละหมาด
ชิมอาหาร (ไม่ให้เข้าลำคอ)
ใช้ผงทาตาหรือยาหยอดตา
รดน้ำบนศรีษะหรืออาบน้ำ
ฉีดยาที่มิใช่ยาบำรุงกำลัง
สิ่งที่ทำให้เสียการศีลอด

กินหรือดื่มโดยเจตนา
อาเจียนโดยตั้งใจ
มีประจำเดือน
มีเลือดหลังคลอดบุตร
ฉีดยาบำรุงกำลัง
ร่วมประเวณีในเวลากลางวัน
สิ่งที่ผู้ถือศีลอดต้องละเว้น

การพูดจาหยาบคายหรือพูดเท็จ
การพูดหรือกะทำในสิ่งที่ไร้สาระ
สิ่งที่ผู้ถือศีลอดจะได้รับ

ได้เข้าสวรรค์ทางประตุ "อัรรอยยาน" (เฉพาะผู้ถือศีลอด)
การถือศีลอดจะขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮ ให้แก่เขาในกุบุรและวันกิยามะฮ์
เป็นส่วนหนึ่งของการไถ่บาปหรือลบล้างความผิด
"ผู้ใดถือศีลอดรอมฏอนด้วยความศรัทธาและหวังการตอบแทนจากอัลลอฮ
เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาในอดีต"

ผู้มีอุปสรรคไม่าสมารถถือศีลอดได้

คนป่วย (ชั่วคราว) อนุญาตให้ละศีลอดและถือใช้หลังเดือนรอมฏอน
คนป่วย (โรคประจำตัว) อนุญาตให้ละศีลอด และตวงอาหารวันละครึ่งกิโลกรัม (โดยประมาณ) ให้แก่คนยากจน
คนชราที่ไม่สามารถถือศีลอด อนุญาตให้ละศีลอดและตวงอาหารเช่นกัน
สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร หากไม่สามารถถือศีลอดได้อนุญาตให้ละศีลอด และไม่จำเป็นต้องถือใช้หลังเดือนรอมฏอน แต่ให้ตวงอาหารแก่คนยากจน ก็พอเพียงแล้วในทัศนะที่ถูกต้อง
ผู้เดินทางไกล อนุญาตให้ละศีลอด และถือใช้หลังเดือนรอมฏอน

เหลืออีก 30 วัน

อัสลามมู่อะลัยกุมวาเราะฮฺมาตุลลอฮฺวาบารอกาตุฮฺ
 
มีเพื่อนฟอร์เวลิดเมลล์มาให้จากกลุ่มฟิตยตุลฮักค่ะ เกี่ยวกับรอมฏอนเลยเอามาให้อ่านกัน
 
 
การละหมาดตะรอวิฮฺ
 
              ความเป็นมา
          คำว่า "ตะรอวิฮฺ" ซึ่งหมายถึงการละหมาดกิยามุลลัยลฺในเดือนรอมฎอน มาจากการพักระหว่างยืนละหมาด
4 ร็อกอัต ซึ่งเรียกว่า "ตัรวีฮะหฺ" ในสมัยท่านนบี
 ผูใหญ่ส่วนมาก (รวมทั้งเยาวชน) จะใช้ไม้เท้าพยุงยืนละหมาด เพื่อรักษาผลบุญที่มากกว่าการนั่งละหมาดซึ่งได้เพียงครึ่งหนึ่ง
 
              ความประเสริฐของการละหมาด ตะรอเวียะฮฺ

 

ในเดือนรอมฎอน บรรดาอัสสะละฟุศซอลิหฺและนักวิชาการจะหยุดสอนวิชาอื่นนอกจากอัลกุรอาน
เพื่อรักษาให้กิจการในเดือนรอมฎอน
มุ่งสู่เรื่องอิบาดะฮฺเพียงอย่างเดียวนอกจากนี้ ท่านนบียังให้ความสำคัญกับบางคืนในเดือนรอมฎอนเป็นพิเศษ
 ดังที่ท่านกล่าวว่า
 "และผู้ใดยืนละหมาดในคืนอัลกอดรฺ อัลลอฮฺจะให้อภัยโทษต่อความผิดที่ทำในอดีต" [1]
เมื่อท่านนบี  ย้ำเช่นนี้ เราจึงต้องเข้าใจว่าการศึกษาเรื่องการละหมาดกิยามุลลัยลฺในเดือนรอมฎอนนั้น
ไม่ด้อยไปกว่าการศึกษาวิธีถือศีลอดหรือวิธีการละหมาด

 



[1] แสดงถึงความพิเศษอีกระดับหนึ่งของคืนอัลกอดรฺ

ศัลยกรรมต้อนรับรอมฏอน

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم

السلام عليكم ورحمة الله وبركا ته
พี่น้องผู้คิดจะเปลี่ยนเอ๋ย
 
 
อีกกี่วันที่จะมา อีกกี่คืนที่จะถึง เดือนแห่งการเตาบัต เดือนแห่งการทำอิบาดะห์
 และเดือนแห่งการลิ้มรสชาติของอีหม่านและความอดทนครับ
 
พร้อมหรือยังครับ เปลี่ยนหรือยังครับ แล้วเตรียมตัวหรือยังครับ กับการศัลยกรรมจิตใจ ศัลยกรรมอีหม่าน ศัลยกรรมซึ่งความยำเกรงและศัลยกรรมซึ่งความเป็นอยู่ครับ
หรือ.....วันนี้!
เรายังจะศัลยกรรมร่างกายของเราแต่เรามิได้ศัลยกรรมซึ่งจิตใจของพวกเรากระนั้นหรือครับ..พี่น้อง
 
พี่น้องเอ๋ย
 
เราเน้นตกแต่งร่างกายของเรา ประทินโฉมร่างกายของเรา เราเสริมนั่่น แต่งนั่น ทำนี่ ซื้อนั่น ซื้อนี่ เพื่อต้องการให้เราสวย เราหล่อ เราหุ่นดี เราหุ่นสวย เพื่อให้ใครๆเขาพอใจหรือเพื่อต้องการให้ร่างกายเป็นที่ดึงดูดเพศตรงข้าม แต่เราไม่เคยตกแต่งซึ่งจิตวิญาณของเรา ไม่เคยตกแต่งอีหม่านของเราเพื่อให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ(ซ.บ)เลย ใช่ไหมครับ เราไม่เคยมาทบทวนอามาลของเราเลยหรือครับ ?...พี่น้อง 
ทั้งๆที่ร่างกายของเรานั้นจะรู ปร่างหน้าตาอย่างไร จะดำ จะขาว จะหล่อ จะสวย จะอ้วน จะเตี้ย จะหุ่นดีขนาดไหน ร่างกายเหล่านี้ก็จะถูกฝังลงไปในกุโบรเป็นอาหารของหนอนและไส้เดือนวันยังค่ำใช่ไหมครับ แต่อามาลของเราต่างหากใช่ไหมครับที่จะถูกประกาศยืนขึ้นกับเรา ณ วันกียามัต ต่อหน้าอัลลอฮ(ซ.บ) 
เพราะท่านอบูฮูรอยเราะห์ (ร.ด) เล่าว่า ท่านรอซูล(ซ.ล)กล่าวว่า
"แท้จริง อัลลอฮ(ซ.บ)ไม่ทรงพิจารณาที่รูปร่างหน้าตาของพวกท่าน แต่อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงพิจารณาที่ 
หัวใจของพวกท่าน (บันทึกโดยมุสลิม)
 
แล้วอย่างนี้ท่านยังจะแต่ง ยังจะเสริม ยังจะซื้อ ยังจะหาสิ่งที่เป็นเครื่องประดับตกแต่งร่างกายของท่านมากกว่าจะซื้อ จะหา จะค้นคว้า ตำรับตำราศาสนา ซีดีศาสนาอีกหรือครับ...พี่น้อง 
 
ยังไม่ถึงเวลาอีกใช่ไหม ยังไม่พออีกใหม หรือจะรอให้อาญัลมา หรือจะรอให้วันนั้นมาถึงก่อน ท่านถึงจะเปลี่ยน ท่านถึงจะสำนึกครับ
พอเถอะครับ พอเถอะครับ ที่จะเน้นศัลยกรรมร่างกายมากกว่าจิตใจ
 นี่ก็ไม่กี่วันแล้ว วันที่ท่านจะมีโอกาศสำนึก มีโอกาศทำอิบาดะห์มากมาย เพื่อให้บาปที่ผ่านมานั้นหมดสิ้น แต่หากวันนี้นั้น ท่านยังจะสนุก ท่านยังจะหลง ท่านยังจะแต่งร่างกายเพื่อให้กับสิ่งที่ยั่วยุท่าน แล้ววันนั้นที่มาถึงท่านจะมีแรงหรือ จะมีโอกาศหรือ ที่จะคว้าอามาลต่างๆเพื่อให้ได้ซึ่งความสมบูรณ์และการอภัยโทษจากอัลลอฮ(ซ.บ)ครับ
 
เรามาเปลี่ยนเถอะนะวันนี้ ยังมีเวลานะ ยังมีเวลา  คงเสียดายนะหากเดือนรอมฏอนนั้นเป็นดั่งเดือนทั่วๆไป ที่เรามีแค่ละหมาด เรามีแค่บวชสุนนะห์ เรามีแค่อ่านกุรอาน แต่เราไม่มีเลยซึ่ งความยำเกรงและละทิ้งบาปเล็กๆน้อยๆในบางเรื่องที่ทำอยู่ หรือความคุชัวะ และความหวังที่เราจะได้รับการตอบรับอามาลของเราจากพระองค์อัลลอฮ(ซ.บ)อย่างสมบูรณ์ อันเนื่อง จากความที่เราไม่รู้ เพราะเราไม่ศึกษา ไม่แสวงหา ไม่เตรียมตัว เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้อันแท้จริงเพื่อรับมากับเดือนดังกล่าวไงครับ
 
แต่หากในวันนี้!
เงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่
ใช้หมดไป กับการซื้อซีดีเพลง.... มากกว่าซีดีบรรยายศาสนา
เงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่
 ใช้หมดไป กับการซื้อนิตยสารดารานักร้อง.... มากกว่าหนังสือศาสนาทั่วไป
เงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่
ใช้หมดไป เพื่อการเดินทางไปดูหนังกับชายหรือหญิงอื่นที่ยังไม่แต่งงาน.... มากกว่าเพื่อการเดินทางฟังบรรยายศาสนา
เงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่
ใช้หมดไป กับเครื่องสำอางเพื่อศัลกรรมแต่งร่างกายเพื่อให้ชายอื่นได้เชิญชม.....มากกว่าให้สามีได้เชิญชม
หรือเงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่
ใช้หมดไป กับการเติมเงินในโทรศัพท์ เพื่อคุยกับสาวหรือชายอื่นทั้งวันทั้งคืน....มากกว่าคุยกับพ่อกับแม่หรือญาติสนิทเพื่อบอกกล่าวเรื่องศาสนา
และเวลาที่ท่านมี ....
ได้หมดไปกับการดูละครน้ำเน่าและฟังเพลง...มากกว่าจะฟังเรื่องราวศาสนาและฟังอัลกุรอาน แล้วล่ะก็

 

เมื่อเดือนนั้นมาถึง อะไรหล่ะครับที่จะนำมาซึ่งความอีหม่าน ความยำเกรงและความสมบูรณ์ของอิบาดะห์ที่ท่านทำหากท่านปราศจากความรู้และอยุ่ในห้วงของความผิดอยู่ ..ครับ
 
 
จงไตร่ตรองและพิจารณาตรวจสอบตัวเองเถิดครับ  
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า

مَنْ صَامَ رَمَضَانَ إِيْمَانَاً وَاحْتِسَابَاً  غُفِرَ لَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ

 رواه البخاري ومسلمความว่า : ผู้ใดถือศีลอดในเดือนรอมฎอนด้วยความศรัทธา และด้วยความหวังในผลบุญ เขาจะรับความอภัยโทษต่อความผิดของเขาที่ทำมาตลอด(ตั้งแต่)อดีต? (บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม)

แน่นอนความศรัทธาย่อมมาจากความยำเกรงและการเปลี่ยนตัวเองเพื่อห่างจากความผิดทั้ งหลายครับ

 

ท่านนบี    ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยพูดกับสาวกท่านหนึ่งว่า

إِنْ تَصْدُقِ اللهَ يَصْدُقْكَ ความว่า : ?ถ้าหากท่านจริงใจต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจึงจะจริงจังต่อท่าน?
เพียงท่านคิดที่จะเปลี่ยนด้วยความจริงใจ อัลลอฮก็ทรงให้ท่านเปลี่ยนแน่นอนครับ 
อินชาอัลลอฮ

 ลองอ่านดู...น่าสนใจครับ
รอมฎอนในม่านหมอกแห่งการสอบ
 
**คงไม่ยากนักหากจะฟอเวิดต่อๆกัน...อินชาอัลลอฮ
อ้อ!ขอมาอัฟท่านด้วยหากท่านได้รับเมลซ้ำๆ
 
والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته
 
ญะซากิลละฮ์สำหรับเนื้อหาดีๆที่พี่หนูดีเอามาลงค่ะ

ความสมถะของท่านนบีมูฮำหมัด(ซล.)

 

ความสมถะของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม

 

1. จากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า:

«اللَّهُمَّ ارْزُقْ آلَ مُحَمَّدٍ قُوتًا»

ความว่า "โอ้อัลลอฮฺ ขอทรงโปรดประทานริซกีแก่ครอบครัวของมุหัมมัดเป็น(แค่เพียง)อาหารหลักด้วยเถิด" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ตามสำนวนนี้ : 6460 และมุสลิม : 1055)

 

2. จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา กล่าวว่า :

مَا شَبِعَ آلُ مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مُنْذُ قَدِمَ الْمَدِينَةَ مِنْ طَعَامِ بُرٍّ ثَلاَثَ لَيَالٍ تِبَاعًا حَتَّى قُبِضَ.

ความว่า "ครอบครัวของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่เคยกินอิ่มจากอาหารแป้งสามคืนติดต่อกันเลย นับตั้งแต่ระยะเวลาที่ท่านมาอยู่มะดีนะฮฺจนถึงท่านเสียชีวิต" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 5416 และมุสลิมตามสำนวนนี้ : 2970)

 

3. อุรวะฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้รายงานจากอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่านางได้กล่าวว่า :

وَاللَّهِ يَا ابْنَ أُخْتي إِنْ كُنَّا لَنَنْظُرُ إِلَى الْهِلاَلِ، ثُمَّ الْهِلاَلِ، ثُمَّ الْهِلاَلِ، ثَلاَثَةَ أَهِلَّةٍ فِى شَهْرَيْنِ وَمَا أُوقِدَ فِى أَبْيَاتِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَارٌ، - قَالَ – قُلْتُ : يَا خَالَةُ، فَمَا كَانَ يُعَيِّشُكُمْ؟، قَالَتِ : الأَسْوَدَانِ التَّمْرُ وَالْمَاءُ، إِلاَّ أَنَّهُ قَدْ كَانَ لِرَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ جِيرَانٌ مِنَ الأَنْصَارِ، وَكَانَتْ لَهُمْ مَنَائِحُ، فَكَانُوا يُرْسِلُونَ إِلَى رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مِنْ أَلْبَانِهَا فَيَسْقِينَاهُ.

ความว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ โอ้ หลานของฉัน ว่าเคยมีบางครั้งที่เราต้องเฝ้ามองจันทร์เสี้ยว แล้วก็จันทร์เสี้ยว แล้วก็จันทร์เสี้ยวถึงสามจันทร์เสี้ยวเป็นเวลาสองเดือนเต็มโดยที่ไม่มีการก่อไฟเพื่อปรุงอาหารในบ้าน ของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เลย" อุรวะฮฺเล่าต่อว่า ฉันเลยถามว่า "โอ้ ท่านน้า แล้วพวกท่านประทังชีพอยู่กับอะไรกัน ?" นางตอบว่า "กับสองสิ่งดำ คือ ผลอินทผลัมและน้ำ เพียงแต่ว่า เพื่อนบ้านชาวอันศอรของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  เขามีอูฐที่เช่าไว้สำหรับการรีดนมเป็นการเฉพาะ โดยพวกเขาส่งนมมาให้ท่านรอซูล แล้วท่านก็แจกให้พวกเราดื่ม" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 2567 และมุสลิมตามสำนวนนี้ : 2972)

 

4. จากอัมร์ บิน อัล-หาริษ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า :

مَا تَرَكَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ دِينَارًا، وَلاَ دِرْهَمًا، وَلاَ عَبْدًا، وَلاَ أَمَةً، إِلاَّ بَغْلَتَهُ الْبَيْضَاءَ الَّتِي كَانَ يَرْكَبُهَا، وَسِلاَحَهُ، وَأَرْضًا جَعَلَهَا لاِبْنِ السَّبِيلِ صَدَقَةً.  

ความว่า "ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้ทิ้งมรดกไว้แม้แต่หนึ่งดีนาร์ หรือหนึ่งดิรฮัม ไม่มี(แม้กระทั่ง)ทาสชายหรือทาสหญิง นอกจากลาสีขาวของท่านที่ท่านใช้มันขี่ และอาวุธของท่าน และที่ดินแปลงหนึ่งที่ท่านได้บริจาคเป็นทานแก่คนเดินทาง" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 4461)

คุณคิดว่าความรักของคุณมีกี่แบบ

คุณคิดว่า คุณมีความรักแบบนี้ หรือเปล่า? ความรักมีอยู่ 4 แบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องให้แยกแยะให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างมัน และได้มีผู้ที่หลงทางเพราะว่าพวกเขาไม่อาจแยกแยะมันออกจากกันให้เห็นชัดได้ ความรักแบบแรก คือ รักอัลลอฮฺ แต่ความรักนี้เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะช่วยให้บุคคลนั้นรอดพ้นจากการลงโทษของอัลเลาะฮฺ และจะได้รับรางวัลจากพระองค์ พวกมุชริกีน ผู้บูชาไม่กางเขน ยิว หรือกลุ่มอื่นๆ ทั้ง หมดนั้นก็รักอัลเลาะฮฺทั้งสิ้น ความรักแบบที่สอง คือ รักสิ่งที่อัลลอฮฺรัก นี่คือสิ่งที่นำบุคคลนั้นมาสู่อิสลามและออกจากการเป็นกุฟรฺ กลุ่มชนซึ่งเป็นที่รักที่สุดของอัลเลาะฮฺคือกลุ่มชนผู้ซึ่งขัดเกลาตนเองที่สุดและอุทิศตัวที่สุดในความรักแบบนี้ ความรักแบบที่สาม คือ รักเพื่ออัลลอฮฺ ซึ่งเป็นแก่นอย่างหนึ่งของความรักในสิ่งที่อัลลอฮฺรัก ดังนั้น ความรักของคนๆหนึ่งต่อสิ่งที่อัลลอฮฺรักจะไม่สมบูรณ์จนกว่าเขาจะรักเพื่ออัลเลาะฮฺด้วย ความรักแบบที่สี่ คือ รักบางสิ่งเคียงคู่ไปกับอัลลอฮฺ ความรักนี้จะนำไปสู่การกระทำพร้อมมีชิรกฺ(การตั้งภาคี) ทุกคนที่รักสิ่งอื่นเคียงคู่กับอัลลอฮฺแต่ไม่ได้รักเพื่ออัลลอฮฺนั้น ถือว่าได้นำสิ่งนั้นมาเป็นเทียบเคียงคู่กับอัลลอฮฺ นี่ เป็นความรักของพวกมุชริกีน ยังมี ความรักในแบบที่ห้า เป็นความรักที่ไม่มีให้หัวข้อของเรา ก็คือ ความรักแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นความรักความชอบที่ตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติของเขา อย่างเช่น ความรักของคนที่กระหายที่มีต่อน้ำ หรือความ รักของคนที่มีความหิวต่ออาหาร หรือความรักในการหลับ หรือความรักของผู้ชายคนหนึ่งต่อภรรยาและลูกๆของเขา ซึ่งไม่มีความผิดในความรักแบบนี้ เว้นแต่ว่ามันได้ทำให้บุคคลนั้นหลงลืมอัลลอฮฺ และทำให้เขาหันห่างจากความรักอัลลอฮฺ อัลลอฮฺได้ตรัสว่า “ โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย อย่าให้ทรัพย์สินของพวกเจ้าและลูกหลานของพวกเจ้าหันเหพวกเจ้าจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และผู้ใดกระทำเช่นนั้น ชนเหล่านั้นคือ พวกที่ขาดทุน ” (อัล-มุนาฟิกูน 63 : 9) “ บรรดาชายผู้ที่ทำการค้าและการขายที่มิได้ทำให้พวกเขาหันห่างออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ” (อัล-นูร 24 : 37)

ความผูกพันระหว่างสายใยพี่น้อง

(( หลายๆคนคงก้อยากจะมีความผูกพันกับใตฃครสักคนหนึ่งที่เราอยากอยู่ด้วย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นผู้ที่จมาเป็นสามีของเรา แต่คนเหล่านั้นก็อาจจะเป็นพี่น้องกับเราก็ได้ )) เราเองต่างหากที่จะต้องรักและเข้าใจ พยายามทำให้คนที่เรารักมีความสุขให้ได้ ความผูกพันที่เกิดขึ้นนั้สามารถเกิดขี้นได้หลายอย่างมากมายและในบางครั้งเราก็ไม่สามารถรักษาความผูกพันหรือสายสัมพันธืนั้นได้เลย...

1ปีมี 365 วันเราใช้ไปกับอะไร

1ปีมี 365 วันเราใช้ไปกับอะไร
 
   เราต้องใช้ชีวิตอย่างเบื่อหน่ายใจไปกับอะไรบ้างในวันหนึ่งๆ
หลายๆคนอาจจะพบคำตอบของตัวเองว่าในชีวิตหนึ่งเราใช้ชีวิตไปกับอะไรที่ไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ ส่วนมากคนทุกคนมักจะหน้าที่ของตัวเอง แต่หลายๆคนก็ไม่มีหน้าที่ที่ตนเองต้องทำ คนที่มีหน้าที่ก็มักจะอิจฉาเพื่อนๆที่วันหนึ่งๆเขาก็แค่อยู่เฉยๆ นอนๆกินๆเล่นๆไปวันๆ แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าจริงๆแล้วคนเหล่านั้นที่คุณเจอนั้นเขาไม่มีหน้าที่เพียงแต่เขาอยู่เฉยๆงั้นหรอ  ในวันหนึ่งเราอาจจะพบคนที่รักเราเท่าผืนหนัง คนที่ชังเราเท่าผืนเสื่อ เห็นแก่ตัวเพื่อความอยู่รอด แต่เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีอีกนั่นแหละว่าเวลาที่เราใช้ไปมันมีประโยชน์ไหม ในศาสนาอิสลามบอกว่าในทุกๆเวลา ทุกๆวันพระองค์อัลลอฮ(ซบ.)ได้เวลาเรามาเท่ากัน พระองค์ให้พวกเราทำความดี ทำมาหากินและใช้มันอย่างสมบูรณ์ที่สุด

โลกนี้ไม้มีคนอ่อนแอมีแต่คนขาดกำลังใจ

โอกาส....ไม่ใช่ต้นไม้ใหญ่ที่จะผลิตดอกให้เราได้ชื่นชมในทันที
 
     ถ้าโอกาสหมายถึง ช่องทาง
ที่จะนำพาชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ช่องทางนั้นจะต้องมีขนาดกว้างและยาวเท่าไร
จึงจะทำให้หัวใจเต้นโครมครามจนสามารถพูดกับตัวเองได้ว่า
     "ในที่สุดโอกาสก็มาถึงเราแล้ว"
 
"นักศึกษาท่านหนึ่งกล่าวว่า โอกาสได้เดินทางมาถึงเราแล้ว เพราะเขามีโอกาสจะได้สอบเอนทรานต์ใหม่และชีวิตต้องดีขึ้น แล้วหลายปีผ่านไป โอกาสเขาก็มาหาเขาอีก เขาได้รับการว่าจ้างจากบริษัทแห่งให้ไปทำงาน"
 
         เขาพูดกับตัวเองว่า อย่าปล่อยโอกาสให้พัดผ่านเขาไปเฉยๆ โดยตัดพ้อกับตัวเองว่า "ฉันเป็นคนไม่มีโอกาส...เขามาในชีวิตเลย" จงใช้โอกาสที่มีอยู่ตอนนี้ให้เป็นประโยชน์และคุ้มค่าสิ อย่าปล่อยให้มันผ่านไปแบบไม่มีใครได้คว้ามัน
 
 
      สู้ๆนะเราเอาใจช่วยเพื่อนๆทุกคน เอาใจช่วยเราด้วยนะ
 
 

วันแห่งการสนุกสนานบนความเสียใจ

วันแห่งการสนุกสนานของใครหลายๆคน
 
          วันแห่งการสนุกสนานของใครหลายๆคนแต่วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้าใจของมุสลิมในตะวันออกกลาง พี่น้องของเราในตะวันออกกลางต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์และรอคอยความช่วยเหลือจากพี่น้องมุสลิมทั่วโลก ในคืนที่เรามีที่นอนเขาร้องหาที่หลบภัยเพื่ออะไรล่ะ พักพิงเพื่อให้พ้นจากวัตถุระเบิด...เฮ้ออออออมันน่าเศ้ราใจมากเลยนะ มีบทความอยากให้อ่านกันนะ
 
     บทความอันนี้ชื่อว่า "ได้ยินของเธอบ้างมั้ย"
 
ได้ยินเสียงของเธอบ้างมั๊ย?
> > >ขณะที่พี่น้องทุกท่านกำลังอ่านข้อความของผม....
> > >
> > >
> > >นั่งอยู่หน้าคอมในห้องนอนของท่าน หลังอาหารค่ำของคืนนี้
> > >
> > >
> > >และหลังจากนี้ไม่นาน ก็คงล้มตัวลงนอน บนเตียงที่ถูกจัดไว้แล้ว
> > >
> > >
> > >แต่ในขณะนี้....
> > >
> > >
> > >มีพี่น้องของเราหลายคนในอัฟกัน ที่ยังไม่เจอที่พักสำหรับค่ำคืนนี้?
> > >
> > >
> > >มีพี่น้องของเราหลายคนในโซมาเลีย กำลังหาที่หลบภัยจากฝูงบินรบเอธิโอเปียที่อเมริกาหนุนหลังให้?
> > >
> > >
> > >มีมุสลิมีนบางคนในฟิลิสตีนกำลังนอนกล่าวกะลิมะฮสุดท้าย จากพิษกระสุนของทหารยิว
> > >
> > >
> > >และ....
> > >
> > >
> > >... มีมุสลิมะฮอีกหลายคนที่กำลังร้อง...สุดชีวิต เพื่อให้ใครสักคนจาก
ประชา
>ชาติ
> >อิสลาม
> > >
> > >
> > >ช่วยเธอให้พ้นจากทหารอเมริกาขี้เมาที่กำลังฉลองค่ำคืนนี้
> > >
> > >
> > >ด้วยการทำลายความบริสุทธิ์ของพวกเธอในค่ายกักกันในอิรัค???
> > >
> > >
> > >ลองหลับตาลงสักครู่แล้วนึกภาพตาม คงสัมผัสได้ถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิด
ขึ้น
> > >
> > >
> > >
> > >
> > >
> > >คำถามง่ายๆของผมคือ วันนี้ของท่านๆได้ใช้มันหมดไปกับอะไรบ้าง?
> > >
> > >
> > >วันนี้ที่กำลังหมดของท่านได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือพวกเค้าบ้างแล้วรึยัง?
> > >
> > >
> > >เค้าเหล่านั้นก็กล่าวกาลิมะฮเหมือนท่าน อยากกินเหมือนท่าน
> > >
> > >
> > >ได้นอนเหมือนท่าน มีความสุขกันในบ้าน
> > >
> > >
> > >และต้องการเก็บความบริสุทธิ์ของนางไว้ให้กับมุสลิมีนที่ดีที่นางรอคอย?
> > >
> > >
> > >ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้องทำอะไรสักอย่างที่มากกว่าการขอดุอาช่วยพวก
>เค้า?
> > >
> > >
> > >ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้องเลิกไร้สาระแบบวันนี้ เพื่อมาหยุดศัตรูที่
>กำลัง
> >ย่ำยีประชาชาติอิสลาม?
> > >
> > >
> > >อะไรที่ท่านทำได้ ผมขอให้ท่านทำและนำเสนอแก่ทุกๆคน
> > >
> > >
> > >การบอยคอตสินค้ายังคงเป็น 1 ทางเลือกที่มีผลมาก
> > >
> > >
> > >ที่ท่านทำได้เพื่อหยุดการสนับสนุนศัตรูอิสลามทางอ้อมที่ท่านกำลังเป็นอยู่
> > >
> > >
> > >สละความสุขของท่านเพื่อพี่น้องของเราเถอะครับ
> > >
> > >
> > >และตอนนี้เสียงของมุสลิมะฮกำลังดังขึ้นอีกครั้งแล้ว
> > >
> > >
> > >มีใครได้ยินเสียงของเธอบ้างมั๊ย?
   ทำให้เราทราบแล้วใช่ไหมว่า เราควรจะช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมกันยังไง เราเฝ้าขอดุอาจากอัลลอฮ(ซบ.)ขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองพี่น้องมุสลิมให้พ้นจากอันตรายทั้งหมด  อามีนยาร๊อบบั้ลอาร่ามีน

Coup D'ETAT

Coup D'ETAT
 
          Troops loyal to army chief General Sonthi Boonyaratkalin.A coup d'etat to oust caretaker Prome Minister Tkaksin Shinawatra.At the time Thaksin was in New York and scheduled to address the United Nation General Assembly.
 
           The coup makers calling themselves the Democratic Reform Council, cited unprecedented division in the country widespread suspicion of abuse of power by the government and activities bordering on lese majeste by THaksin as reason for taking power for a period they promised would be teporary.
 
           The coup came after Thaksin declared a state of emergency in Bangkok.
 
 

วันแห่งการขอบคุณแหละ

 อีกไม่นานเราจะขอบคุณวันนี้
 
          "เราสามารถขอบคุณทุกอย่าง
ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งดีและร้าย
เรื่องดีๆ...มีไว้ให้รู้จักหวงแหน
ส่วนเรื่องร้ายๆ...ก็มีไว้
เป็นบทเรียนของชีวิต"
 
      เราเคยรู้สึกกันบ้างไหมว่าบางครั้งความเศร้า ความทุกข์ ความเสียใจก็ต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนากว่ามันจะจางหายไป มีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งอยากจะเล่าให้ฟังเพระเป็นเรื่องของตัวเอง
 
ครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคนคงเคยโกหกใช่ไหม เรื่องมันมีอยู่ว่า เราเองเป็นมุสลิม ศาสนาทุกศาสนาก็สอนไม่ให้โกหกต่อพ่อแม่หรือผู้ที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ไม่เคยลืมเลย ต้องโกหกเพื่อให้เพื่อนกับตัวเองรอดเพราะไปเที่ยวกันมา ตอนที่พูดไปก็คิดเหมือนกันว่าจะถูกจับได้ไหมเพราะการไปในครั้งนี้เป็นการไปที่ต้องเจอกับเพื่อนผู้ชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่ปิดเรื่องอะไรก็แล้วแต่ต่อพ่อแม่ แต่ไม่รู้ทำไมต้องปิดด้วย เพราะเพื่อนเหรอมันคงมีส่วนนั่นแหละ
 
แต่เขาก็จับได้นะมันเป็นวันเดียวกับวันที่เกรดออกด้วย เกรดออกมาไม่ดีเผอิญกับกำลังคุยเอมกับเพื่อนคนนั้นด้วย เข้าใจไหมว่าไม่ได้บอกเขาด้วยว่าจะไปกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ก็เลยโดนดุ โดนตีด้วย เรายังจำนะยังจำวันที่ทำให้แม่ร้องไห้ได้ แม่เสียใจมากเลยที่เราไปโกหกเขา ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เราไม่เคยลืมภาพวันนั้นเลยสักครั้ง เราตั้วใจแล้วว่าจะไม่ทำอีกและจะตั้งใจเรียนด้วยเพื่อให้เขาภูมิใจในตัวเราบ้างก็ยังดี
 
 
 
อย่างที่บอกนะค่ะเอาความทุกข์ ความเสียใจเป็นบทเรียนสอนตัวเอง ว่าควรทำไหมสิ่งนี้ ดีไหม แล้วเราจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำ เราเจอมันเป็นแค่เรื่องเพียงน้อยนิดเท่านั้น

จุดเริ่มต้น

 จุดเริ่มตันของการเปลี่ยนตนเอง
     มีประตูวิเศษบานหนึ่ง ที่สามารถพาเราไปยังดินแดนแห่งการพัฒนาปรับปรุง
ผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ล้วนฝึกฝนพัฒนาตนเอง
จนกลายเป็นคนที่น่าคบหามากขึ้น
มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลขึ้น
และกลายเป็นคนที่ดีขึ้นในแง่มุมต่างๆ
ประตูแห่งนี้ชื่อว่า "ประตูแห่งการยอมรับ"
มีชื่อเต็มๆว่า "ประตูแห่งการยอมรับในข้อด้อยของตัวเอง"
 
   ประตูแห่งนี้ไมสามารถที่จะให้ใครเปิดแทนกันได้
ผู้ที่ต้องการเข้าไปพัฒนาตนเอง
จะต้องเป็นผู้ทำการเปิดด้วยมือของต้วเอง
และเครื่องมือสำคัญที่จะใช้เปิดประตูคือ "กุญแจแห่งการรับฟัง"
หรือชื่อเต็มๆคือ "กุญแจแห่งการรับฟังด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง"
 
 
    ณ เวลานี้
ดินแดนแห่งการพัฒนาปรับปรุง ยังรอเราอยู่เสมอ
เพียงแต่เราอาจต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า
"เราพร้อมหรือยังที่จะยอมรับว่า
ตัวเองยังไม่ดีพอในบางเรื่อง
นั่นแหละ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
เป็นคนใหม่ ที่ดีกว่า"(สำนักพิมพ์ใยไหมจากหนังสือ โลกใบนี้ไม่มีคนอ่อนแอมีแต่คนขาดกำลังใจ)
 
 

อ่ยาใช้อารมณ์ตัดสิน

 คนส่วนมากมักจะใช้อารมณ์มาก่อนเหตุผลเสมอ บางคนคิดว่าการได้ระบายอารมณ์ออกไปนั้นเป็นความสุข เขาคิดว่าการได้ทำร้ายทำลายจิตใจคนอื่นเป็นเรื่องที่สนุก แต่ถ้านั่นคือความสุข ก้คงเป็นเพียงแค่ความสุขชั่วครู่ สิ่งทีจะยั่งยืนยาวนานกว่าก็คือความทุกข์ที่เกาะกินใจจนยากจะลบเลือน " แล้วเราจะมีความสุขดีอยู่อีกไหม จำไว้เลยว่า ถ้าเราโกรธ 1นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับเรา 3 ชั่วโมง แต่ถ้าเราสามารถลดความโกรธลงได้ 1 นาที ความสุขก็จะอยู่กับเราเพิ่มอีก 3 ชั่วโมง "
 
" Nothing gives one person so mush
advantage over another
as to remain alway cool
and unruffled under al circumstances" (อย่าปล่อยให้ใจล้มหายตายจาก)
 
และเมื่อก็ตามที่เราสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อย่างดีแล้ว เราก็จะควบคุมชีวิตให้ดำเนินไปได้ด้วยดีเมือนั้นในเมื่อชีวิตได้เรียนรู้แล้วว่าอะไรคือน้ำ อะไรคืไฟ ได้เรียนรู้การยับยั้ง รู้จักคิด มีสติ รู้จักปล่อยวาง รู้จักยอมเพื่อชัยชนะ   เมื่อชีวิตมีแต่ได้กับได้ เราจะยอมสูญเสียหรือยอมแลกกับการใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งอีกหรือ ....