ฉัน-กะ-ศัลย์ 的个人资料อุมมฺรอสมี照片日志列表更多 工具 帮助

自定义 HTML

ขอเอกองค์อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงโปรดประทานแนวทางที่ถูกต้อง หนทางที่ดีงาม และโปรดประทานความเมตตาแก่พี่น้องมุสลิม
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
请稍候...
很抱歉,您输入的评论太长。请缩短您的评论。
您没有输入任何内容,请重试。
很抱歉,我们当前无法添加您的评论。请稍后重试。
若要添加评论,需要您的家长授予您相应权限。请求权限
您的家长禁用了评论功能。
很抱歉,我们当前无法删除您的评论。请稍后重试。
您已超过了一天之内允许提供的评论数上限。请在 24 小时后重试。
因为我们的系统表明您可能在向其他用户提供垃圾评论,您的帐户已禁用了评论功能。如果您认为我们错误地禁用了您的帐户,请联系 Windows Live 支持部门
完成下面的安全检查,您提供评论的过程才能完成。
您在安全检查中键入的字符必须与图片或音频中的字符一致。
สลามคับ
ข้อความน่าอ่านทั้งนั้นเลยนะ
5 月 8 日

อุมมฺรอสมี

จงอย่าสิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ(ซบ.)
第 1 张,共 18 张

ด้วยจิตวิญญาณอันเปี่ยมสุข

ยิ้มอัสลามมู่อะลัยกุมวาเราะมาตุลลอฮฺวาบารอกาตุฮฺ
 
      น้องสาวที่รักของฉัน....
      ความคิดคำนึงเหล่านี้
      ขอมอบแด่...เธอ
  แท้ที่จริงการครุ่นคิดถึงความตาย
  ยังคงอยู่ในห้วงจินตนการของเธอ
  เธอจะจินตภาพถึงมันในทุกสถานที่
  และเบื้องหลังของทุกสรรพสิ่ง
  เธอจะตระหนักว่า มันเป็นอานุภาพที่ทรงพลัง
  ที่ปกคลุมชีวติหนึ่งและชีวิตอื่นๆ
  และเธอจักแลเห็นว่า
  มันช่างบอบบาง..อ่อนแอ..ริบหรี่
  และม่าหวาดวิตกที่สุด
 
      แท้จริงในบางขณะ
      เมื่อฉันเพ่งพินิจดูแล้ว ฉันมิแลเห็นอื่นใด
      นอกจากพบว่า
      ความตายเป็นเพียงอานุภาพที่อ่อนแอ...เหนื่อยล้า..
      เมื่อเทียบเคียงกับอานุภาพแห่งชีวิต
      ที่เต็มเปี่ยมด้วยความเข้มแข็ง
      โลดโผนผจญภัย
      และมันเกือบที่จะกระทำอะไรไม่ได้เลย..เว้นแต่...
      เพียงเก็บเศษที่หล่นมาจากโต๊ะอาหารแหล้ชีวิต
      ประทังเพื่อนความอยู่รอด

การเตาบัตในอิสลาม

Assalamualaikum Warahmatulloh Wabarakatoh

 

จุดประสงค์ของการเตาบัต

 

     ในอิสลามนั้นการเตาบัตคือการปรับปรุงแก้ไขตนเอง สังคมและประชาชาติ ฉะนั้นแล้วจำเป็นที่เราจะต้องทราบถึงจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการเตาบัต  รวมทั้งอธิบายและประกาศให้มนุษย์ได้เข้าใจเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการเตาบัตและทำให้การเตาบัตนั้นปะสบผลสำเร็จและมีผลลัพธ์ที่ดีเป็นรูปธรรมให้เห็นได้

       การเตาบัตสร้างจิตวิญญาณและหัวใจที่บริสุทธิ์ในตัวมนุษย์ และจะทำให้เขาได้บรรลุถึงตำแหน่งอันสูงส่งของบรรดาคนดีและกลุ่มชนที่ยำเกรงทั้งหลาย เพราะด้วยการเตาบัตนั้นจะยิ่งทำให้เขาได้ใกล้ชิดอัลลอฮฺ(ซบ.)มากขึ้น ถึงแม้ว่าความดีของเขามีน้อยและมากในความผิดก็ตาม ดังหะดิษที่บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ท่านนบีมูฮำหมัด(ซล.)ได้พูดถึงคนทำชั่วที่ต้องการเตาบัตคนหนึ่งว่า เคยมีคนหนึ่งในกลุ่มชนสมัยก่อนได้ปลิดชีวิตตนมาแล้ว 99 คนและได้ถามถึงคนที่มีความรู้ที่สุดในแผ่นดินยุคนั้น (เพื่อที่จะปรึกษาเรื่องการเตาบัต) จึงมีคนแนะนำให้เขาไปหานักบวชคนหนึ่ง เมื่อเขาไปถึงจึงบอกกับนักบวชว่าเขาได้ฆ่าคนมาแล้ว 99 คน เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเตาบัตตัว นักบวชตอบว่า ไม่มีทาง เขาจึงบันดาลโทสะและฆ่านักบวชคนนั้นเป็นคนที่ 100 เขายังคงถามหาผู้มีมีความรู้ที่สุดในแผ่นดินยุคนั้น จึงมีคนแนะนำให้ไปหาผู้รู้คนหนึ่ง เมื่อเขาไปถึงจึงได้บอกกับผู้รู้คนนั้นว่า เขาได้ฆ่าคนมาแล้ว 100 คน เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเตาบัตตัว ผู้รู้นั้นได้ตอบว่า แน่นอนแล้วใครเล่าที่มีสิทธิขัดขวางท่านมิให้เตาบัต ท่านจงเดินทางไปยังดินแดนหนึ่งซึ่งที่นั่นประชาชนเคารพบูชาอัลลอฮฺ(ซบ.) ท่านก็จงบูชาอัลลอฮฺ(ซบ.)ด้วยกันกับพวกเขาและท่านจงอย่ากลับไปที่เมืองของท่านอีก เพราะเป็นเมืองที่มีความชั่ว เขาจึงออกเดินทางไปยังเมืองนั้น เมื่อมาถึงกลางทางเขาได้เสียชีวิตลงมลาอีกะฮฺแห่งความเมตตากับมลาอิกะฮแห่งการลงโทษก็ได้โต้เถียงกัน(ว่าใครมีสิทธิ์ที่จะเอาวิญญาณเขาไป)มลาอิกะฮฺแห่งความเมตตากล่าวว่า เขาได้เดินทางมาเพื่อที่จะเตาบัตตัวต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) มลาอิกะฮแห่งการลงโทษกล่าวว่า เขาไม่เคยทำความดีแม้แต่น้อย มลาอิกะฮฺอีกท่านหนึ่งจึงมาในรูปมนุษย์เพื่อตัดสินเขากล่าวว่า จงคำนวณระยะทางระหว่างเมืองที่เขาจะไปกับเมืองที่เขาจากมาแล้วดูว่าเมืองไหนใกล้กว่ากัน หลังจากที่ได้คำนวณแล้วพบว่าเมืองที่เขาะไปอยู่ใกล้กว่า มลาอิกะฮ์แห่งความเมตตาจึงได้รับวิญญาณเขาไป

       นี่คือสภาพของคนที่ได้กระทำความชั่วอย่างมากมาย ฆ่าคนมาแล้วหนึ่งร้อยคนและในหนึ่งร้อยคนนั้นย่อมมี คนดี คนศอและหฺ คนที่อัลลอฮฺ(ซบ.)รัก อีกทั้งการทำลายชีวิตคนนั้นที่บาปอันใหญ่หลวง แต่เป็นเพราะผู้ชายคนนั้นมีความตั้งใจที่แน่วแน่ บริสุทธิ์ใจจริงในการเตาบัตตัว จึงเป็นสาเหตุให้อัลลอฮฺ(ซบ.)เมตตา กรุณาเขาและรับเขาเป็นหนึ่งในบ่าวที่ดีของพระองค์ ความตั้งใจจริงในการเตาบัตของฆาตกรคนนี้เป็ฯชนสิ่งที่แก้ไขและรักษาหัวใจของเขาและทำให้เขาละทิ้งการฆ่าและกลับตัวไปยังอัลลอฮฺ(ซบ.)

       นี่เป็นผลที่เห็นได้ชัดเจนจากการเตาบัตในระดับบุคคลและมันมีผลต่อเนื่องโดยตรงต่อสังคมและประชาชาติ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงส่งเสริมสั่งใช้ให้ผู้ศรัทธาทุกคนทำการเตาบัต อัลลอฮฺ(ซบ.)ตรัสว่า

ความว่าและพวกเจ้าทั้งกลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺ(ซบ.)เถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ

       คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าการเตาบัตนั้นมีประโยชน์ต่อบุคคลเท่านั้น จึงทำให้น้อยคนที่จะเชิญชวนผู้อื่นให้ทำการเตาบัต บางครั้งเราได้ประสบพบกับผู้ที่ทำความผิดและประพฤติสิ่งที่ฝ่าฝืนหลักการอย่างเปิดเผยแต่เราไม่กล้าหรืออายที่จะตักเตือนเขาให้ทำการเตาบัต ซึ่งที่จริงแล้วประโยชน์ของการเตาบัตมิได้อยู่ในกรอบระดับบุคคลอย่างเดียวแต่ยังรวมถึงสังคมและประชาชาติทั้งมวลดังอัลลอฮฺ(ซบ.)ได้ตรัสว่า

ความว่า และพวกท่านจงขอนิรโทษจากพระเจ้าของท่าน แล้วจงกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ พระองค์จะทรงให้แก่พวกท่านซึ่งปัจจัยไปจนถึงวาระหนึ่งที่กำหนดไว้ และพระองค์จะทรงประทานแก่ทุกๆผู้ที่ทำความดีซึ่งความดีของเขาและหากพวกท่านผินหลังให้ แท้จริงฉันกลัวแทนซึ่งการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่

 

 

ทางสายกลางในอิสลาม

ทางสายกลางในศาสนาอิสลามคืออะไร ?


เชคริฎอ อะหฺหมัด สะมะดี

 

                ใครศึกษาอัลกุรอานต้องตระหนักดีว่าศาสนาอิสลามให้ทางนำอันเป็นสายกลางระหว่างความยากลำบากกับความปล่อยปละละเลย ซึ่งแนวกลางนี้คือความง่ายความสะดวกในการดำรงชีวิตและปฏิบัติศาสนกิจ ดังที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า และเราได้ทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติกลาง (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 142)

                เจตนารมณ์ของหลักการอัลอิสลาม คือให้มุสลิมดำรงชีวิตด้วยหลักการอิสลามโดยไม่มีความลำบาก ในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺ 185 อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้พวกเจ้ามีความสะดวกและมิทรงประสงค์ให้พวกเจ้าประสบความลำบาก และในซูเราะฮฺอันนิซาอฺ อายะฮฺ 28 อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้ลดลง(ความลำบาก)แก่พวกเจ้า และในซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 6 อัลลอฮฺมิทรงประสงค์ให้พวกเจ้ามีความลำบาก ในซูเราะฮฺอัลฮัจย์ อายะฮฺ 78 และพระองค์มิทรงทำให้ในศาสนามีความลำบากกับพวกเจ้า

                ในพจนารถของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็มีการยืนยันในเจตนารมณ์นี้ ดังที่ปรากฏในหะดีษบันทึกโดยบุคอรียฺ ท่านนบีกล่าวไว้ว่า จงทำ(เรื่องศาสนา)ให้ง่าย และอย่าทำ(เรื่องศาสนา)ให้ยาก และในการบันทึกของท่านอิมามบุคอรียฺ รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกเสนอให้เลือกระหว่างสองประการ ก็ย่อมจะเลือกสิ่งที่สะดวกกว่า เว้นแต่(สิ่งที่สะดวกกว่า)จะเป็นความผิด หากเป็นความผิดก็จะเป็นผู้ห่างไกลที่สุดจากมัน และในการบันทึกของท่านอิมามบุคอรียฺเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาหรับ(ชนบท)คนหนึ่งปัสสาวะในมัสยิดและศ่อฮาบะฮฺได้ประณาม แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ปล่อยเขาและจงเอาภาชนะที่มีน้ำมาเท แท้จริงพวกท่านถูกส่งมา(ให้เทศนา)เป็นผู้อำนวยความสะดวก มิได้ถูกส่งมาเพื่อสร้างความลำบาก

                ใครที่ศึกษาบทบัญญัติอัลอิสลามย่อมมีความเข้าใจว่าความสะดวกที่อัลอิสลามเอื้ออำนวยให้แก่ผู้ศรัทธานั้น แม้ว่าจะเป็นกรอบที่ชัดเจนแต่ก็ต้องอยู่ในกรอบแห่งหลักการของอัลอิสลามด้วย กล่าวคือ ถ้าเป็นความสะดวกก็จำเป็นต้องมีข้ออนุโลมในหลักการของอัลอิสลาม มิใช่เพียงเป็นทัศนะหรือการตีความหลักฐานโดยไร้เหตุผล เพราะท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ได้ยืนยันว่าทางเลือกของท่านนบีคือสิ่งที่มีความสะดวกแต่ต้องไม่ผิดหลักการ

                บางคนอาจเข้าใจว่าความสะดวกที่ศาสนาอิสลามอำนวยให้แก่มุกัลละฟีน(ผู้ปฏิบัติบทบัญญัติ) คือการเลือกแนวทางที่สะดวก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการก็ตาม ในวงนักวิชาการก็มีบางคนที่เข้าใจแนวทางนี้อย่างคลาดเคลื่อนจนกระทั่งส่งผลให้มีทัศนะอนุโลมให้ประพฤติสิ่งที่ผิดต่อหลักการ เช่น ใช้ริบาอฺ(ดอกเบี้ย) สูบบุหรี่ โกนเครา ฟังเพลง ปะปนระหว่างผู้หญิงผู้ชายในกิจกรรม และอื่นๆ ซึ่งข้ออ้างที่มักจะได้ยินจากนักวิชาการกลุ่มนี้คือ อิสลามเป็นศาสนาที่สะดวกง่ายดาย แต่กลุ่มนี้ลืมไปว่าสิ่งที่ศาสนาบัญญัติไว้อย่างชัดเจนโดยมีหลักฐานที่ประจักษ์แจ้ง นั่นคือความสะดวกสำหรับมุกัลละฟีน(ผู้ปฏิบัติบทบัญญัติ) กล่าวคือ ใครแสวงหาความสะดวกก็ต้องตระหนักว่า สิ่งที่ศาสนาได้บัญญัติไว้นั่นคือความสะดวก มิใช่ความสะดวกที่ตนต้องการ หรือกระแสของสังคมเรียกร้อง หรือพฤติกรรมที่ถูกสืบทอดมาจนกระทั่งลบล้างไม่ได้ จึงต้องหาทางออกโดยอ้างความสะดวกความง่ายของศาสนา ดังนั้น ใครที่เข้าใจเหตุผลข้างต้นก็จะเข้าใจว่า การห้ามริบาอฺ(ดอกเบี้ย)นั่นคือความสะดวก การห้ามฟังเพลงและดนตรีนั่นคือความสะดวก และการคลุมหิญาบ(จะปิดหน้าหรือไม่ปิดหน้าแต่ต้องตรงกับหลักการ)นั่นคือความสะดวก เช่นนี้เป็นต้น

                นักวิชาการทั้งในกลุ่มประเทศอาหรับและในประเทศไทยบางท่านที่แสดงตนเป็นนักวิชาการที่อยู่ในทางสายกลาง โดยตีความว่าไม่ใช่หัวรุนแรงและไม่ใช่ผู้ปล่อยปละละเลย สังคมบางกลุ่มจึงเข้าใจว่า ใครที่ยึดมั่นกับสิ่งที่เป็นหลักการของอัลอิสลามถึงแม้ว่าจะถูกต้องแต่ถ้าส่วนมากในสังคมรับไม่ได้(เช่น การปิดหน้าสำหรับมุสลิมะฮฺ) ก็จะเชื่อว่ากลุ่มเหล่านี้(ผู้ยึดมั่น)เป็นพวกหัวรุนแรงหรือเคร่งครัดเกินเหตุ จึงทำให้สังคมมองกลุ่มเหล่านี้ในแง่ตำหนิและไม่พอใจ ผลที่ปรากฏเกิดจากคำแนะนำของนักวิชาการที่ไม่ทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ อยากยกตัวอย่างให้ผู้อ่านเข้าใจในเหตุการณ์ปัจจุบันนี้ คือนักวิชาการศาสนาในประเทศอาหรับที่มีชื่อเสียงและถือเป็นนักวิชาการที่ได้รับการยกย่องว่า ฟัตวาของท่านเป็นฟัตวาที่อยู่ในทางสายกลางคือ เชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ ท่านเป็นผู้รู้ที่มีบทบาทในการเผยแผ่ศาสนาและต่อสู้เพื่อสัจธรรม แต่นักวิชาการในโลกมุสลิมได้ตำหนิแนวทางเข้าใจศาสนาของท่าน เพราะฟัตวาของท่านมักจะเป็นฟัตวาที่หาทางออกให้กับประชาชนอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงหลักฐานที่ถูกต้อง ท่านเชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ ก็มีฟัตวาที่แปลกประหลาดเช่น อนุโลมให้มุสลิมที่อยู่ในยุโรปกู้เงินด้วยดอกเบี้ยเพื่อซื้อบ้านส่วนตัว, ฟัตวาอนุโลมให้ฟังเพลงฟังดนตรีโดยกล่าวหาผู้ห้ามว่าเป็นพวกหัวรุนแรง, ฟัตวาอนุโลมให้มีการปะปนระหว่างผู้หญิงผู้ชายในกิจกรรม, ฟัตวาอนุโลมให้มุสลิมในสหรัฐอเมริกาที่เป็นทหารร่วมมือถล่มประเทศมุสลิม เช่นอัฟฆอนิสตาน เป็นต้น เชคก็อรฎอวียฺมีเหตุผลเสมอในฟัตวาดังกล่าวคือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่มุกัลละฟีน(ผู้ปฏิบัติบทบัญญัติ) ทั้งๆที่เรื่องห้ามริบาอฺ ห้ามฟังดนตรี ห้ามปะปนผู้หญิงกับผู้ชาย และห้ามร่วมมือกับศัตรูเพื่อถล่มมุสลิมนั้น มีตัวบทที่ชัดเจน ซึ่งฟัตวาของเชคก็อรฎอวียฺนอกจากขัดกับตัวบทแล้ว ก็ยังสวนทางกับฟัตวาคณะอุละมาอฺส่วนมากทั่วโลกมุสลิม แนวทางของเชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ กำลังถูกเผยแพร่ในประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจและตีความบทบัญญัติของอิสลาม จึงส่งผลให้นักวิชาการบางท่านที่ไม่รอบคอบกว้างขวางในการศึกษาและตรวจสอบหลงกับแนวทางนี้ ทำให้สังคมมุสลิมในประเทศไทยได้รับความสับสนจากฟัตวาแปลกประหลาดเช่นนี้

                ปฏิเสธไม่ได้ว่า เชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ เป็นนักต่อสู้และเผยแผ่อิสลามมานานพอสมควร และท่านมีอุดมการณ์และความห่วงใยต่อประชาชาติอย่างหนักแน่นพอสมควร ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่นักวิชาการบางท่านที่ติดตามแนวทางของ เชคยูซุฟ ก็อรฎอวียฺ ในประเทศไทยก็มีเช่นเดียวกัน แต่คุณลักษณะนี้ไม่เพียงพอที่จะให้นักต่อสู้เพื่ออิสลามนั้นบรรลุเป้าหมาย หนำซ้ำยังเป็นความคิดที่อาจสร้างความสับสน และอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อหลักการอิสลามด้วย

                นักวิชาการกลุ่มนี้สื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าเรื่องความเคร่งครัดเป็นเรื่องส่วนตัว(เช่น การปิดหน้าสำหรับมุสลิมะฮฺ และการปะปนระหว่างหญิงชายในกิจกรรมนักศึกษา เป็นต้น) โดยไม่ควรที่จะนำเรื่องความเคร่งครัดส่วนตัวมาเป็นกฎเกณฑ์ในการทำงานต่อสู้ญาฮิลียะฮฺ ประชาชนจึงต้องเข้าใจว่าเรื่องปิดหน้านั้นเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องศาสนา เพราะยังไม่มีใครเข้าใจว่าการปิดหน้าสำหรับมุสลิมะฮฺหรือการแยกระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในกิจกรรมนักศึกษาจะขัดกับการต่อสู้ระบอบญาฮิลียะฮฺได้อย่างไร แทนที่จะต้องสนับสนุนผู้เคร่งครัดในหลักการเพื่อเป็นตัวอย่างเป็นแบบฉบับอันดีงาม กลับเป็นผู้ให้เหตุผลที่ทำให้อะวาม(ชาวบ้านทั่วไป)มองผู้เคร่งครัดว่าเป็นพวกหัวรุนแรงหรือประพฤติในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

                การปิดหน้าไม่เคยเป็นอุปสรรคในการทำงานศาสนา ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ภรรยาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แม้จะปิดหน้าแต่ท่านก็มีบทบาทสูงมากในการให้ความรู้ให้คำแนะนำ แม้กระทั่งกับผู้ปกครองระดับคอลีฟะฮฺ ปัจจุบันนี้ในประเทศอาหรับหลายประเทศมีมุสลิมะฮฺที่เป็นแพทย์ วิศวกร นักวิเคราะห์ นักเขียน และนักเคลื่อนไหวที่ปิดหน้า แต่ก็ไม่ได้สร้างความลำบากแก่มุสลิมะฮฺในการต่อสู้ญาฮิลียะฮฺแต่อย่างใด

                การเอาใจประชาชนในเรื่องศาสนาเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้ผลที่ต้องการ เพราะประชาชนจะเคยชินกับฟัตวาที่ง่ายสะดวกโดยไม่ผูกพันกับหลักการและตัวบทที่ถูกต้อง ในสุดท้ายถ้ามีฟัตวาได้ยึดมั่นในความถูกต้อง(แต่ลำบากในการปฏิบัติ)ก็จะถูกต่อต้านจะประชาชน เพราะเข้าใจกันแล้วว่าศาสนาไม่มีความลำบากแต่อย่างใด เชคก็อรฎอวียฺเคยให้ฟัตวาเกี่ยวกับการบอยคอตสินค้าศัตรูอิสลาม แต่ฟัตวานี้ถูกต่อต้าน เพราะไม่ตรงกับอารมณ์ความต้องการของประชาชนทั่วไป และเชคก็อรฎอวียฺก็ไม่สามารถเปลี่ยนฟัตวานี้เพราะเป็นอุดมการณ์ของท่าน ซึ่งผลปรากฏคือความเข้าใจที่สับสนว่าตกลงอิสลามมีความลำบากหรือไม่

                อันที่จริงปัญหานี้ควรเป็นปัญหาที่ต้องปรึกษาหารือระหว่างนักวิชาการ แต่เนื่องจากว่าแนวคิดนี้ถูกเผยแพร่ทั้งทางอินเตอร์เน็ตและสื่อมวลชนโดยมีผู้สนับสนุนและเห็นด้วย จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจกับพี่น้องมุสลิมในสังคมของเรา เจตนารมณ์ของผู้เขียนบทความนี้คือ ต้องการให้นักวิชาการและประชาชนตระหนักว่าหลักการอิสลามที่ถูกต้องย่อมมีความสะดวกในตัวมัน และความสะดวกมิใช่กิเลสหรือความเข้าใจส่วนตัวที่จะนำมาเป็นบรรทัดฐานในการเลือกทัศนะหรือตีความตัวบท และเป้าหมายของอิสลามคือยกระดับของประชาชนให้มีประสิทธิภาพและความตระหนักในหลักการและตัวบท มิใช่ตีความหลักการกับตัวบทให้ตกไปอยู่กับความต้องการของประชาชน ไม่เช่นนั้นแล้วหลักการอิสลามทุกประการจะถูกยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลง หรือยกเว้น โดยใช้เหตุผลข้างต้น ในสุดท้ายนี้ผู้เขียนเรียกร้องให้นักวิชาการที่มีความคิดเช่นนี้ให้เป็นผู้สร้างความสะดวกกับผู้เคร่งครัด อย่าสร้างความลำบากกับคนเคร่งครัดในหลักการ เพราะศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ง่ายสะดวกมิใช่หรือ ?

สิ่งคลาคเคลื่อนในเดือนเราะมะฎอน

ยิ้มเข้าไปในเวบของอาจารย์ มุรีดมาคะเจอบทความที่มีประโยชน์เลยเอามาฝากให้อ่านกันคะ

 

ครั้นพอถึงเดือนเราะมะฎอน มุสลิมต่างพากันเข้าสู่แสวงหาความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮฺกันอย่างทั่วหน้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งใดที่ปฏิบัติแล้วได้ผลบุญมากๆ ก็ได้รับการตอบรับอย่างเป็นพิเศษ จากนั้นก็จะปฏิบัติในสิ่งนั้นอย่างทันทีทันใดเนื่องจากหวังผลบุญที่มากมายดังกล่าวนั่นเอง    

กรณีที่มีหลักฐานว่าด้วยผลบุญจำนวนมากหากมุสลิมลงมือปฏิบัตินั้นก็คงไม่มีปัญหาแต่ประการใดทั้งสิ้น แต่ปัญหาอยู่ตรงที่หากสมมติว่า หลักฐานที่มุสลิมคนหนึ่งได้รับมากลับกลายเป็นหลักฐานที่เฎาะอีฟ (หลักฐานอ่อน) หรือหะดีษเมาฎูอฺ (หลักฐานปลอม) นั่นแหละคือปัญหาที่ใหญ่หลวงนัก เพราะผลพวงดังกล่าวจะอธิบายให้เข้าเกิดความใจที่ถูกต้องกลับต้องใช้เวลาอธิบายค่อนข้างนาน ดั่งตัวอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นหลักฐานที่มุสลิมส่วนใหญ่นึกว่าเป็นหลักฐานที่เศาะหี้หฺ (ถูกต้อง) แต่นัยยะแห่งความจริงกลับกลายเป็นหะดีษเฎาะอีฟ หรือหะดีษเมาฎูอฺ

 

หลักฐานที่ 1

 

أول شهر رمضان رحمة وأوسطه مغفرة وآخره عتق من النار   

ความว่า ช่วงแรกของเดือนเราะมะฎอน คือความเมตตา, ช่วงที่สองของเดือนเราะมะฎอน คือการอภัยโทษ และช่วงท้ายของเดือนเราะมะฎอน คือการปลดปล่อยออกจากไฟนรก  สถานะของหะดีษข้างต้นถือว่า เฎาะอีฟ ญิดดัน หมายถึงเป็นหลักฐานที่อ่อนอย่างมาก (โปรดอ่านหนังสือ ضعيف الجامع   โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์ เล่ม 1 หน้า 2135)

            ดังนั้นหะดีษข้างต้นจึงไม่สามารถนำมากล่าวสนับสนุนให้พี่น้องมุสลิมเกิดกำลังใจในการถือศีลอดว่าด้วยผลบุญที่ได้รับในแต่ละช่วงของเดือนเราะมะฎอนได้นั่นเอง 

 

            หลักฐานที่ 2

 

              من أفطر يوما من رمضان في غير رخصة رخصها الله له لم يقض عنه صيام الدهر كله و إن صامه  

ความว่า  บุคคลใดที่ละศีลอดเพียงหนึ่งวันในเดือนเราะมะฎอนโดยไม่มีข้อผ่อนผัน ซึ่งเป็นข้อผ่อนผันที่พระองค์อัลลอฮฺทรงผ่อนผันให้ เช่นนี้การถือศีลอดของเขาตลอดทั้งปีก็ไม่สามารถชดใช้การถือศีลอด (ที่ขาดไปหนึ่งวันในเดือนเราะมะฎอน) นั้นได้เลย แม้ว่าเขาจะถือศีลอดเช่นนั้นจริงๆ ก็ตาม  สถานะของหะดีษข้างต้นถือว่า เฎาะอีฟ หมายถึงเป็นหลักฐานอ่อน   (โปรดอ่านหนังสือ ضعيف الجامع   โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์ เล่ม 4 หน้า 5462) 

อนึ่ง การที่มุสลิมมีความสามารถถือศีลอดได้แต่เขาไม่ยอมถือศีลอด ด้วยเหตุผลใดก็ตาม อีกทั้งไม่ข้อยกเว้นจากศาสนาให้เขาละศีลอด เช่นนี้เขามีความผิดอย่างแน่นอน ในวันกิยามะฮฺ ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺทรงลงโทษเขาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มิได้หมายรวมว่าเขาจะมีโทษแม้กระทั่งว่าหากเขาถือศีลอดตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการทดแทนการถือศีลอดเพียงวันเดียวในเดือนเราะมะฎอนก็ไม่สามารถกระทำได้  ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างชัดเจน 

 

หลักฐานที่ 3 

 

الصائم في عبادة و إن كان نائما على فراشه  

ความว่า ผู้ถือศีลอดอยู่ในการอิบาดะฮฺ (ตลอด) แม้ว่าเขาจะนอนอยู่บนเตียงนอนของเขาก็ตาม สถานะของหะดีษข้างต้นถือว่า เฏาะอีฟ (โปรดอ่านหนังสือ ضعيف الجامع   โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์  หะดีษเลขที่ 3530 หน้า 516) 

ตั้งแต่สมัยเด็กๆ จนถึงปัจจุบันนี้ผู้เขียนยังคงได้ยินผู้คนทั้งหลายมักพูดเสมอว่า การนอนของผู้ถือศีลอดเป็นอิบาดะฮฺ ซึ่งคำกล่าวนั้นเป็นคำกล่าวที่เข้าใจผิด เพราะไม่พบหลักฐานที่เศาะหี้หฺมาระบุไว้เช่นนั้น

 

หลักฐานที่ 4 

 

أفضل الصدقة في رمضان   

 ความว่า การเศาะดะเกาะฮฺในเดือนเราะมะฎอน ถือว่าประเสริฐที่สุด สถานะของหะดีษข้างต้นถือว่า เฎาะอีฟ หมายถึงเป็นหลักฐานอ่อน   (โปรดอ่านหนังสือ ضعيف الجامع   โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์ เล่ม 1 หน้า 1019)  

โดยพื้นฐานที่มุสลิมได้รับการศึกษามาในอดีตก็เข้าใจมาโดยตลอดว่า การทำบุญในเดือนเราะมะฎอนจะได้ผลบุญมากกว่าเดือนอื่น โดยอาจจะอ่านหลักฐานหะดีษข้างต้นที่ระบุไว้เช่นนั้นจริงๆ แต่ทว่า หะดีษข้างต้นเป็นหลักฐานเฎาะอีฟ ซึ่งไม่สามารถนำมาเป็นตัวบทได้นั่นเอง ฉะนั้นก็ให้มุสลิมตั้งใจบริจาค,เศาะดะเกาะฮฺ หรือทำบุญในเดือนเราะมะฎอนด้วยใจที่บริสุทธิ์เท่านั้น ส่วนจะได้ผลบุญเท่าไรนั้นคงเป็นสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น 

 

หลักฐานที่ 5 

 

لكل شيء زكاة وزكاة الجسد الصوم   

ความว่า ทุกๆ สิ่งมีการจ่ายซะกาตทั้งสิ้น ส่วนการจ่ายซะกาตทางร่างกายนั้น คือการถือศีลอด บันทึกโดยอิบนุ อบีย์ ชัยบะฮฺ สถานะของหะดีษถือว่า เฎาะอีฟ  (โปรดอ่านหนังสือ  سلسلة الأحاديث الضعيفة والموضوعة  โดยเชคมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์  เล่ม 3 หะดีษเลขที่ 1329 หน้า 497)    

 หะดีษข้างต้นก็เช่นเดียวกัน  หากอ่านอย่างผิวเผินจะพบว่าหะดีษข้างต้นไม่เห็นจะมีอะไรที่ขัดแย้งกับหลักการของศาสนาเลยแม้แต่น้อย แต่กระนั้นก็ตาม มุสลิมก็ไม่สามารถที่จะนำหลักฐานที่ไม่เศาะหี้หฺ หรือไม่ถูกต้องมาปฏิบัติ หรือนำมาอ้างอิง ทั้งนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบรรดาสะลัฟศอลิหฺในอดีตที่พวกเขาเพียงพยายามปฏิบัติหลักการให้สอดคล้องกับแนวทางของอิสลามมากที่สุด หรือแม่นยำ และถูกต้องตามสุนนะฮฺมากที่สุดนั่นเอง (วัสสลาม)

 
 
 

อิสลามกับความพอดี

อัสลมมู่อะลัยกุมวาเราะฮฺมาตุลลอฮฺวาบารอกาตุฮฺ อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเจอเรื่องที่น่าสนใจเลยเอามาให้อ่านกันดูคะ
 
"พอ"แปลว่า หยุด
"ดี"หมายถึงดี
    ผมขอแปลคำว่า "หยุด"ว่า การรู้จักหยุดในสิ่งที่ดี จุดที่เหมาะสม ท่านนบีมูฮำหมัด(ซล.)ทำให้เราดูเป็นตัวอย่างนั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่าจุดที่เหมาะสม ถ้าใครหยุดก่อนหน้านี้ก็เรียกว่า หย่อนยาน ถ้าใครหยุดหลังจากนี้ก็เกินพอดี มีเรื่องหนึ่งอยากเล่าให้ฟังอีกครั้งยิ้ม
มีชายสามคนร่วมใจกันตั้งปณิธานร่วมกัน คนหนึ่งจะถือศีลอกตลอดปี คนหนึ่งจะยืนละหมาดตะฮัจญุดตลอดคืนไม่ยอมนอน อีกคนหนึ่งจะไม่ยอมแต่งงานเพราะเกรงว่าจะมาเบียดบังเวลาทำอิบาดะฮฺ
    แล้วอัลลอฮฺก็ประสงค์ให้เรื่องของชายสามคนนี้มาถึงหูของท่านนบี และท่านนบีจึงออกฟัตวาว่า "ฉันเป็นผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺมากที่สุดในหมู่พวกท่าน ฉันถือศีลอด บางวันฉันไม่ได้ถือศีลอด ฉันยืนละหมาดยามค่ำคืนและฉันก็นอนหลับพักผ่อน และฉันก็แต่งงานกับสตรี...หากใครรังเกียจซุนนะฮของฉันเขาไม่ใช่พวกของฉัน"(บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)
    หะดิษนี้เป็นหะดิษที่ดังคือเป็นหะดิษที่รู้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีหลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์เกินความพอดีของชายทั้งสามคนว่ามากเกิน มีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ
กรที่ท่านนบีมูฮำหมัด(ซล.) ตำหนิชายยทั้งสามคนรุนแรง ถึงขนาดหาว่าพวกเขารังเกียจซุนนะฮของท่าน ถึงขนาดบอกว่าแนวทางนี้เป็นพวกอื่น ไม่ใช่พวกนบี ทั้งๆที่ดูๆแล้วชายทั้งสามคนก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร เขาเจตนาดีด้วยซ้ำ เขาแค่อยากทำความดี...ท่านนบี(ซล.)น่าจะเตือนพวกเขาด้วยสำนานที่นุ่มนวลกว่านี้หรือป่าว คำถามก็คือ สิ่งที่ท่านนบีทำมันดูรุนแรงเกินไปหรือป่าว?
    คำว่า "สายกลาง,พอเพียง,พอดี" เหล่านี้เป็นกลุ่มคำที่เนื้อหอม ชวนให้คนหยิบไปใช้ แต่ถ้าคำตอบของคุณคือ "ท่านนบีเตือนชายทั้งสามด้วยสำนานรุนแรฝเกินไป" นั่นหมายความว่าคุณกำลังเข้าใจความพอดี คลาดเคลื่อน เพราะบทสรุปของความพอดี ไม่ใช่สิ่งที่หัวใจมนุษย์คนใดจะสามารถคำนวณได้หรือแม้แต่มนุษย์หลายคนร่วมกันร่างมาตรฐานความดี เพราะผู้ที่กำหนดความพอดีสากลคือ อัลลอฮฺ(ซบ.) ผู้ทรงส่งท่านนบีให้มาเป็นต้นแบบความพอดี
   เพราะฉะนั้นขอสรุปว่า คนที่ใกล้เคียงกับท่านนบี(ซล.)ที่สุดคือ คนที่พอดีที่สุด สายกลางที่สุด
   ถ้าจะศึกษาหะดิษของท่านนบี(ซล.)ให้หลากหลายเกี่ยวกับฮิกมะฮในการสอนศาสนาของท่านนบี(ซล.)ในแต่ละสถานการณ์ก็จะเข้าใจคำตอบที่ไม่ได้เฉลย "ทำไมการที่ท่านนบี(ซล.)เตือนชายผู้ที่มีเจตนาดีทั้งสามคนรุนแรงขนาดนั้น...ถึงนับว่าเป็นความรุนแรงที่พอดีที่สุด"
 
 
(ญะซากัลลอฮฺ อ้างอิงถึง หนังสือโรตีมะตะบะ ฉบับมรา 27 ประจำเดือน มิถุนายน 2551 ของ คุณอนุสิทธิ์ หวังเกษม)
  
 
作者 
作者 
作者 
作者 
作者